ร่วมบูชาวัตถุมงคล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จุดไฟในใจคน เรื่อง “การหลอกลวง”

‘โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน หลอกลวง’
อาตมาเคยโดนมาหมดแล้ว โยมเอ้ย!?!
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สัปดาห์นี้อาตมานำเรื่อง “การหลอกลวง” มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ และเป็นเหตุการณ์จริง ที่เคยเกิดกับอาตมา มาแล้วเมื่อเร็วๆนี้!!!

มูลเหตุเกิดจาก มีโยมสีกาท่านหนึ่ง อายุประมาณ 30 ปี สมานสมัครเข้ามาเป็นลูกศิษย์วัดไผ่ล้อม อย่างเต็มตัว โดยใช้เวลาไม่นาน เข้ามาทำความรู้จัก ฝากเนื้อฝากตัว จวบจนสนิทชิดเชื้อ และทางวัดก็ให้ความไว้วางใจมากที่สุดเช่นกัน

เล่าย้อนไปห้วงใหม่ๆ โยมช่วยงานที่วัดด้วยความ “เสียสละ เมตตาปราณี มีน้ำใจ” มององค์รวม ถือว่านิสัยใจคอดี ขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานสารพัด จัดเข้าประเภท “คนใจดีมีบุญ”

โยมเป็นคนใจกว้างขวาง ชอบเลี้ยงเพื่อนฝูง เป็นที่รักของทุกคน และชอบคุย เอ่ยอ้าง “ทางบ้านฐานะดี”

การคุยถึงฐานะทางบ้านว่าร่ำรวย ไม่ใช่เรื่องผิด หรือแปลกแต่ประการใด ถ้าเป็นความจริง

แต่ถ้านำเรื่องโกหกมาคุยโม้โอ้อวด แล้วนำสิ่งที่พูดนั้น นำร่องเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ตรงนี้อาตมาถือว่าอันตราย!!


ว่ากันตามเนื้อผ้า แรกๆก็ไม่มีอะไร แต่พออยู่ไปนานๆ เริ่มมีพฤติกรรมส่อให้รู้ว่า บางคราก็โกหก รวมถึงโยมมีปัญหาเรื่องเงินๆทองทอง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

หลังจากนั้นไม่นาน โยมท่านนี้ ก็ออกจากวัดไป ซึ่งอาตมาก็มิได้ตำหนิติเตียนอะไร เพราะถือว่า ชาติที่แล้ว เราอาจจะไปเอาของเขามา ชาตินี้เขาเลยมาตามทวงคืน

อาตมาพยายามสอนลูกศิษย์ท่านอื่นๆ ที่โดนหลอกในเรื่องเดียวกันนี้ อย่าไปคิดอะไรมาก มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ ที่ย่อมต้องเจอทั้งคนดีและคนไม่ดีบ้าง เป็นธรรมดา แต่สำหรับส่วนตัวอาตมา เจอมาหมดแล้ว ทั้ง “โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน หลอกลวง” ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ที่สำคัญต้อง “ปลง” ให้ได้ ถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง

ละครเรื่องนี้ยังไม่จบ ไม่นานก็มีข่าวไม่ค่อยดีตามมาอีก มีลูกศิษย์อีกท่านหนึ่ง อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี โทร.มาร้องห่มร้องไห้ บอกว่าโดนโยมท่านนี้หลอกให้ร่วมลงทุนเปิดร้านขายกาแฟ ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป แล้วก็เบี้ยวเงิน สูญเสียทรัพย์สินไปพอสมควร

แต่อาตมาไม่ได้ลงลึกรายละเอียด เพียงปลอบโยนให้แสงสว่าง ไม่ต้องการให้เครียด เพราะเรื่องลักษณะนี้ จริงๆแล้ว “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ถ้าเราไม่ไปร่วมสังฆกรรมกับเขา เราก็ไม่เจ็บ ไม่โดนหลอก ด้วยเหตุที่เราเชื่อคนง่าย มั่นใจในตัวเขามากเกินไป หลงในคำหวาน หลงในรูป รส กลิ่น เสียง สุดท้ายก็เจ็บไปตามๆกัน

อาตมายกตัวอย่าง คนในสังคมไทย ที่ปากหวานก้นเปรี้ยว ล้วนมีมากมาย หรืออีกประเภทคือ หน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง มันเป็นปกติของโลกมนุษย์ ต่างประเทศก็เป็น ศาสนาอื่นก็เป็น มิใช่เฉพาะคนพุทธเท่านั้น
การที่โยมจากกาญจนบุรี โทร.มาร้องไห้ หลวงพี่ก็ได้แต่ปลอบ เรื่องแบบนี้ ถ้าคิดในมุมวิบากกรรม ก็สบายใจ แต่ถ้าเอาหลักเหตุผลที่แท้จริง ทุกคนมีโอกาสถูกหลอก เพราะการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อของคนเรานั้น มาจากการตัดสินด้วยหลัก ใช้เหตุผล กับ ตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่สามารถเห็นหรือสัมผัสได้

ส่วนผู้ที่มาหลอก เขามีวิธีชวนเชื่อสารพัด ทำให้คล้อยตามได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะเขาเชี่ยวชาญหลอกบ่อย คนจึงหลงเชื่อ

ถ้าโยมมีสติ มีเหตุผลในการไตร่ตรองรับฟัง เขาไม่สามารถหลอกได้อย่างแน่นอน

“ญาติโยมทั้งหลายจงจำไว้ ทุกสิ่งล้วนมีข้อบกพร่อง ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์พร้อม แม้แต่ตัวเรา”

ดังนั้นการตัดสินสิ่งใด ต้องพิจารณา วางใจเป็นกลาง มองภาพรวม ไม่เพ่งเล็งเพียงบางมุมบางด้าน

มิเช่นนั้นโยมก็จะกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนมีความรู้ แต่กลับถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว

ทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง เมื่อมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น อย่าด่วนตัดสินใคร เพราะนั่นอาจเป็นการใช้เหตุผลที่ขาดการมองภาพรวม รอยตำหนิเพียงเล็กน้อย หากใช้แว่นขยายมาส่อง ย่อมมองเห็นแต่ความไม่งาม
ในขณะที่ ถ้าเราถอยออกมามองในมุมกว้าง มองคนรอบข้าง ด้วยความเข้าใจ เราก็จะสามารถประคับประคอง ให้ทุกคนในครอบครัว อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง

มุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราก็เช่นกัน โยมต้องมีสติในการรับข้อมูล เพราะกระบวนการในโลกทุกวันนี้ มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง จนแทบจะกล่าวได้ว่า หากต้องการให้ผู้คนชอบสิ่งใด เห็นดีเห็นงาม หรือเห็นความจำเป็นในสิ่งใด ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ด้วยกระบวนการตอกยํ้าชี้นำให้คนคิดตามนั่นเอง!!!
ทำนองเดียวกัน ในเรื่องของครอบครัว ต้องมองให้เห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย อีกทั้งสิ่งไหนสำคัญ สิ่งไหนไม่สำคัญ เหมือนการที่เรามองต้นไม้แบบมองให้เห็นทั้งต้น มิใช่มองแค่ดอกผล หรือกิ่งใดกิ่งหนึ่งของมัน
เมื่อโยมพิจารณาอย่างมีหลักการเช่นนี้ คนนอกมีวาทศิลป์ดีแค่ไหน ก็ไม่อาจชักจูงหลอกลวงเรา หรือคนในครอบครัวเราได้

แม้แต่ในเรื่องการเข้าวัดทำบุญ ก็ยังต้องอาศัยมุมมองที่ถูกต้อง คนเข้าวัดก็คงเคยได้ยินคำพูดทำนองว่า วัดนั้นดี วัดนี้ไม่ดี วัดนั้นสอนดี วัดนี้สอนไม่ดี

การพิจารณาเรื่องนี้ โยมต้องรู้ก่อนว่า หน้าที่หลักของวัด คืออบรมสั่งสอนคนให้เป็นคนดี

เพราะฉะนั้นจะดูว่า วัดดีหรือไม่ดี ก็ให้ดูว่าวัดนั้นสามารถสอนผู้คนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมหรือไม่

บอกว่าวัดดี แต่ไม่สามารถสอนผู้คนให้เป็นคนดีได้ อย่างนี้ก็พิกลอยู่ หรือถ้าบอกว่า วัดนี้สอนไม่ดี แต่คนเข้าวัดนี้กลับเป็นคนดีมีศีลมีธรรมทั้งนั้น ก็ต้องเอะใจแล้วว่า คนที่พูดเช่นนั้น อาจเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ ที่ใช้เหตุผลแค่บางส่วน มาชักจูงให้คนคล้อยตามไปในทางที่ไม่ถูกต้อง
การตัดสินเรื่องนี้ จึงต้องมองภารกิจหลักของบุคคลผู้นั้น องค์กรนั้น ว่ามีหน้าที่อะไร แล้วเขาสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ มีข้อดีอย่างไร ข้อเสียอย่างไร มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และมีผลต่อองค์รวมแค่ไหน หากใช้เหตุผลรอบด้าน ด้วยความรอบคอบ โยมก็จะไม่ถูกหลอกง่าย ๆ

การถูกหลอกลวง โดยสรุปคือ โยมต้องตัดสินด้วยความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ใช่การชวนเชื่อต่างๆนานา ต้องมองให้เห็นความจริง และควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้เห็นภาพรวมเสมอ
“ธรรมะแต่ละเรื่อง ล้วนให้ภาพรวมที่ครบถ้วนบริบูรณ์”

การหมั่นศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา และปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ อย่างสมํ่าเสมอ คือวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ชีวิตเรา ไม่ถูกหลอกลวงอีกต่อไป...ขอเจริญพร

พิธีขอขมากรรม ส่งท้ายปีเก่ารับพรปีใหม่

บทความที่ได้รับความนิยม