ร่วมบูชาวัตถุมงคล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

เกลียดแม่มีชู้ - ทิ้งหนูไว้กับพ่อ
แค้นไม่เผาผี!! หลวงพี่ปลุกจิต
ตระหนักคิดให้ดี ใครเบ่งออกมา
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคนฉบับนี้ มีโยมสีกาท่านหนึ่งโทร.เข้ามา หลังชม รายการคิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝน จบ!

โยมบอก เครียด กลุ้ม ไม่สบายใจ โกรธเกลียดแม่มาก อาตมาถามเรื่องอะไร ทำไมถึงเกลียดแม่


แม่หนูไปมีชู้ นอกใจพ่อ มีผู้ชายคนใหม่ หนูรับไม่ได้กับการกระทำของแม่ รู้สึกมันเป็นตราบาปในชีวิต ทำไมต้องลิขิตให้เกิดขึ้นกับหนู

ในความรู้สึกของหนูพ่อผิดอะไร ทั้งๆที่พ่อก็เป็นคนดี ดูแลแม่ไม่บกพร่อง อยู่อย่างมีความสุข แม่กับพ่อไม่เคยทะเลาะกัน ฐานะทางบ้านอยู่ในขั้นปานกลาง ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ทำไมแม่ถึงทำกับพ่อได้ขนาดนี้

ทุกวันเห็นพ่อเศร้า ไม่เป็นอันกินอันนอน ยิ่งทำให้หนูเกลียดแม่มากขึ้น สงสารพ่อ รู้สึกโกรธแทนพ่อ


ถึงแม้วันนี้ทั้งคู่หย่าขาดจากกันแล้ว ความรู้สึกไม่ดีก็ยังมีอยู่ หนูตั้งใจว่าถ้าแม่ตาย จะไม่ไปเผาผี นี่คือความคิดของลูกสาว อาตมาฟังเรื่องทั้งหมด รู้สึกสลดใจ ในอคติ

ก่อนอื่น ต้องถามลูก ใครเบ่งเราออกมา ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ตลอด 9 เดือนสุดทรมาน พอคลอดออกมา เลี้ยงดูในยามที่เป็นทารก แม่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องอาบน้ำอาบท่า ดูแลทำให้สารพัด

พอเริ่มโตขึ้นมา พาไปเข้าโรงเรียน ส่งจนจบ ทำงานทำการ ก็หนีไม่พ้นคนเป็นแม่

ถึงแม่จะทิ้งไป โดยไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ท่านก็มีความผิดเป็นของท่านอยู่แล้ว ยิ่งเอาแต่ความสุขความสบาย ไปเป็นชู้กับชายใหม่ ที่ไม่ใช่พ่อของหนู นี่ก็ผิดศีลกาเมฯ เข้าไปอีก ท่านบาปเต็มตัวของท่านอยู่แล้ว

ส่วนที่ท่านมีเรื่องกับพ่อหนู จะทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน เป็นเรื่องระหว่างท่านกับพ่อของเราเท่านั้น

สำหรับตัวเรา หลวงพี่อยากฝากแง่คิด เวลาเรามองพ่อแม่ ขอให้มองอย่างนี้ สัตว์โลกเวลาจะเกิด มีความจำเป็นต้องมีต้นแบบ สมมติว่า เรามีก้อนดินเหนียว ถ้าเราได้แบบพิมพ์เป็นรูปถ้วย เอาก้อนดินเหนียวอัดเข้าไปในแบบพิมพ์ เราก็ได้ถ้วยมาใช้

ถ้าได้แบบพิมพ์เป็นชาม เราก็ได้ชามมาใช้ มีแบบพิมพ์เป็นตุ๊กตา เอาดินอัดเข้าไปในแบบพิมพ์ตุ๊กตา เราก็ได้ตุ๊กตาไว้ดูเล่น ถ้าเราได้แบบพิมพ์ที่เป็นพระพุทธรูป เอาดินเหนียวอัดเข้าไปในแบบพิมพ์พระพุทธรูป เราก็ได้พระพุทธรูปมากราบไหว้บูชา

ดินเหนียวก้อนเดียวกัน เมื่อได้แบบพิมพ์ไม่เหมือนกัน ดินก้อนนั้นมีค่าไม่เท่ากัน ถ้าไม่มีแบบเลย ดินก้อนนั้นเป็นแค่ดินเละๆ ไม่มีค่าอะไร

คนมาเกิด ต้องมีต้นแบบ ถ้าได้ต้นแบบพ่อแม่เป็นวัวควาย ลูกมาเกิดก็ต้องเป็นวัวเป็นควาย

ถ้าต้นแบบพ่อแม่เป็นลิง ลูกก็เป็นลิง ถ้าต้นแบบเป็นคน ลูกก็เป็นคน

ถามตัวเองก็แล้วกันว่า เราที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง ด้วยบุญแต่ชาติปางก่อนอย่างนี้ ถ้าตอนเกิดไปเข้าท้องลิง พอคลอดออกมาจากท้องแม่ร้องเสียงเจี๊ยกๆ เป็นลิงออกมา แล้วเราจะทำอะไรได้แค่ไหน

แม่ที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ท่านก็มีความผิดเป็นของท่านอยู่แล้ว

หรือถามตัวเองอย่างนี้ว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการเกิดมากับพ่อแม่ที่เป็นคน แล้วพ่อแม่ไม่เลี้ยง ปล่อยให้เติบโตอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กอนาถา กับเกิดมาได้พ่อแม่ที่เป็นลิง และเลี้ยงดูเราซึ่งเป็นลูกลิงมาอย่างดีจนโต อย่างไหนจะมีค่ากว่ากัน

เกิดเป็นลิงเอาไหมล่ะ? เราก็ไม่เอา เพราะอะไร เพราะว่ารูปร่างของเราที่เป็นคนเป็นรูปร่างที่เหมาะแก่การทำความดีได้ทุกรูปแบบ จะให้ทาน จะรักษาศีล หรือนั่งสมาธิภาวนา เราก็ทำได้ทั้งนั้น

แต่พอรูปร่างเป็นสัตว์แล้วทำความดีอะไรก็ไม่ได้ ที่ฉลาดเฉลียวอย่างพวกเราน่ะ ถ้าได้รูปร่างเป็นลิงร้องเจี๊ยกๆ อยู่ในป่า ทำความดีอะไรไม่ได้เลย

ฉลาดแบบลิง เป็นลิงจ่าฝูง พาพรรคพวกห้อยโหนโจนทะยาน ทำอะไรไม่ได้

หรือฉลาดอย่างพอได้รูปร่างเป็นเต่าคลานงุ่มง่าม ถามว่าจะไปทำอะไรได้ ก็ฉลาดไป อย่างมากก็เป็นเต่าที่ฉลาดที่สุดในโลก แต่ก็เป็นได้แค่เต่าเท่านั้น

เมื่อได้เกิดเป็นลูกคน พ่อและแม่ท่านจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงก็ช่าง จงขอบคุณท่านที่อุตส่าห์ให้ต้นแบบที่เป็นคน

ส่วนที่เลี้ยงให้โตมานี่ล่ะ เป็นบุญคุณส่วนเกินที่แถมให้เป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ ยิ่งมีสมบัติทิ้งไว้สัก 10 ล้าน 20 ล้าน หรือ 100 ล้าน ยิ่งเป็นบุญคุณล้นเหลือ

แค่เพียงท่านให้ต้นแบบที่เป็นคนมานี้ ตลอดชาติก็ตอบแทนไม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปเกลียดหรือไปทำอะไรให้ท่านเสียใจ มันเป็นบาปอย่างมหันต์นะลูกๆทั้งหลาย

สุดท้ายนี้ขอฝากไปยังลูกๆและพ่อแม่ทุกคน ควรมีเหตุผล รู้จริง พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ความเห็นถูก ภาษาพระเรียก สัมมาทิฐิ คือความเห็นถูก เข้าใจถูก

หลักเหตุและผลที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีผลบังคับต่อทุกสรรพชีวิตในโลก ส่งผลในทางดี มีประโยชน์แก่ชีวิต

ทรงสอนให้มองการณ์ไกล เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จากชาตินี้สู่ชาติหน้า จนกว่าจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้สำเร็จ

ดังนั้นทุกจังหวะชีวิต ตัดสินใจทำอะไร ไม่ทำอะไร ดำเนินชีวิตไปสู่จุดไหน จำเป็นต้องคิดและชั่งน้ำหนักให้ดีถึงผลดีผลเสียของการกระทำ

สิ่งที่ควรทำคือยอมรับและแก้ไข ทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม อย่าให้ผิดพลาด โยมเป็นผู้ลิขิตชีวิตที่ดีให้แก่ตนเองได้ พ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ย่อมมีค่ากว่าคำสอนที่ดี

ต้องฝึกเป็นคนรู้จักให้ ให้ทาน ให้อภัย ฝึกความเคารพ เคารพพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นเรื่องจำเป็น ต้องรีบสอนรีบทำให้เป็น เพราะเป็นทางไหลมาแห่งคุณความดีในตัว ฝึกมองผลกรรมในอนาคต ส่งผลไปถึงชาติหน้า ละโลกไปแล้วยังส่งว่าจะไปนรกหรือสวรรค์ พอได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ยังตามมาเป็นที่พึ่งให้เราอีก ตามมาเป็นพวกพ้องได้อีก เป็นโปรแกรมชีวิตให้อีก

หากโยมมองเห็นภาพรวมชีวิตเฉกเช่นนี้แล้ว ย่อมมองเห็นเส้นทางชีวิตอันยาวไกล ทุกสิ่งที่ทำให้แก่ตนเองในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าจรดเข้านอน ควรประกอบเหตุเช่นไรเพื่อผลในอนาคตอย่างไร

ทุกอย่างในอนาคตเป็นไปได้ตามศักยภาพของโยม ต้องลิขิตเอง เลือกเองและลงมือทำเองแล้ว ในที่สุดความเป็นคนมีเหตุมีผล ไม่เป็นคนเชื่อง่าย ไม่ถือมงคลตื่นข่าว สร้างงานเป็น สร้างเงินเป็น สร้างคนเป็น ก็จะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุที่โยมได้ทำความดีมาจนคุ้นชิน และได้ศึกษากฎแห่งกรรมจนเข้าใจอย่างถ่องแท้นั่นเอง...ขอเจริญพร

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

จุดไฟในใจ ‘คนดูแล ผู้ป่วย - ผู้สูงวัย’
ปฏิบัติอย่างไร? ไม่ให้ทะลุกลางปล้อง
ภาวนาคุณธรรม - ธรรมปกติของพุทธเจ้า

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้อาตมานำเรื่อง การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงวัย เพื่อให้แง่คิด ในการปฏิบัติต่อญาติของเรา อย่างสุข คลายเครียด หมดความกังวลไม่ ทะลุกลางปล้อง อีกต่อไป

ชนวนเรื่องนี้เกิดที่โรงพยาบาลนครปฐม นิมนต์อาตมาไปพูดเรื่องนี้ มีผู้ฟังก็คือญาติที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ เครียด อาตมาเริ่มด้วยการดึงสติจาก จิตส่ายออก ให้กลับมา ฉุกคิดถึงคำว่า คุณธรรม ย้ำเตือนสติ

การดูแลผู้ป่วยถ้าไม่มีคุณธรรม ย่อมทำได้พักเดียว เดี๋ยวก็เบื่อหน่าย ท้อแท้

นี่คือสาเหตุที่อาตมานำเรื่องนี้มาพูด และพูดให้โยมเห็นภาพความจริง เนื่องเพราะเหตุการณ์เฉกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นกับอาตมา ในห้วงที่มีโอกาสได้ดูแล พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล คราท่านอาพาธ

คนทุกคนหนีไม่พ้นหลักธรรมแห่งการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เมื่ออาตมาเริ่มบวชเป็นพระ ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อพูล ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดูแลตอนที่ท่านแข็งแรง จวบจนอ่อนแรง เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด

พอวันเวลาผันผ่านไป สิ่งที่อาตมาต้องเผชิญ คือการเจ็บป่วยของหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ฉะนั้นการป่วย จึงเป็นหัวข้อที่สำคัญ ที่สุดในชีวิตมนุษย์

พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อป่วย ต้องไปปรึกษาแพทย์ พยาบาล อาตมาอุ้มท่านไปโรงพยาบาล ด้วยความที่อาตมาเป็นคนตัวใหญ่ ก็เลยอุ้มได้สบาย

ห้วงนั้นคิดอยู่ว่า จิตสำคัญ ถามว่าสำคัญตรงไหน ตรงหัวใจระลึกนึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลา ด้วยความ “ความกตัญญูกตเวที” ทำให้อาตมาสามารถช่วยเหลือท่านด้วยความสุขใจ และไม่ว่าใคร ที่มีพระคุณ เป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ถ้าเรามีความกตัญญูกตเวที ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน รู้บุญคุณคน จะทำให้เรามีกำลังใจ ช่วยเหลือท่าน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแล และสามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ส่วนการรักษาพยาบาล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอ

และที่อาตมาจะสอนพวกโยม คือเรื่องผู้ป่วยปัสสาวะอุจจาระออกมา โยมต้องมีจิตนึกกลับไปว่า ถ้าโยมมาเป็นอย่างนี้บ้าง จะมีใครมาทำให้โยมอย่างนี้รึเปล่า ญาติโยมลองนึกดู

เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ทำไมโบราณถึงสอนว่า คนเราต้องมีลูกมาสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล เพื่อคอยดูแลยามแก่เฒ่า สังเกตได้เลย มนุษย์ส่วนใหญ่คิดแบบนี้เหมือนกันหมด

แต่บางคนที่ได้รับตรงนี้มา ไม่ทำตามปณิธาน เห็นพ่อแม่ป่วยก็ปล่อยปะระเลยไม่สนใจ จนท่านกลายเป็นคนที่ไร้ญาติ

อาตมาถึงได้บอกว่า ถ้าเรามีใจที่จะกตัญญูกตเวที อาตมาคิดว่าทุกคนต้องช่วยดูแลท่านจนหมดลมหายใจ

อาตมาเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้ว แค่ลำพังหาปัจจัยมารักษาท่านรวม ๆแล้ว 10ล้านบาท อาตมาจะไปหาที่ไหน แต่อาตมาคิดอย่างเดียวว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้แสงสว่างนำทางชีวิตเรา ต้องดูแลท่านจนถึงสิ้นสุดของชีวิต

อาตมาเห็นท่านจนหมดทุกอย่าง ทุกลมหายใจ

น้ำตา ที่เรากั้นเอาไว้ไม่ได้ ด้วยความที่อาตมาเคยดูแลท่านมาตลอดเวลาไม่เคยห่างกัน ไม่ว่าใครถึงวันนั้นจริงๆ ต้องพบกับคำว่าสิ้นสุด เป็นวัฎจักรชีวิต ครบถ้วนสมบรูณ์แบบ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ประโยคนี้ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ มักจะเทศน์ให้ญาติโยมฟังเสมอ

หัวใจสำคัญอาตมาไม่อยากให้ญาติโยมเบื่อหน่ายกับการดูแลผู้ป่วย ให้นึกไว้อย่างเดียว ความกตัญญูกตเวที

มีเหตุการณ์หนึ่งที่อาตมาจะเล่าให้ญาติโยมฟัง เป็นเรื่องของของโยมผู้หญิงท่านหนึ่ง อาตมาเรียกท่าน “รองพิกุล” เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม

อยู่มาวันหนึ่ง “รองพิกุล” มาหาอาตมาที่วัด บอกญาติเสียชีวิต อาตมาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ช่วยเหลือกันไปตามมีตามเกิด

จนวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกัน ท่านเล่าให้ฟัง โยมคนที่ตายนะไม่ใช่ญาติ แต่เป็นแฟนที่ป่วยเป็นอัมพฤต เมื่อหลายปีก่อน อดีตเขาเป็นสัสดีไปนำตัวทหารเกณฑ์ที่หนีทหารเพื่อมามอบตัว กลับเข้าสู่กรมกอง ที่จังหวัดพิษณุโลก พอได้ตัวแล้วนำขึ้นรถประจำทางกลับไปส่ง ปรากฏรถเกิดอุบัติเหตุทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่รองพิกุลดูแลอย่างดี ไม่ทอดทิ้ง

เพื่อนๆ พูดว่าไปดูแลทำไม ญาติก็ไม่ใช่ แต่ท่านบอกไม่ได้หรอก ฉันสงสารเขาและที่ฉันดูแลเขา ไม่ได้คิดว่าเป็นแฟนหรือว่าอะไร ดูแลด้วยจิตใจที่สงสารจริงๆ

ถ้า “รองพิกุล”ไม่มีจิตคิดสงสาร ป่านนี้โยมผู้ชาย ก็คงจะตายไปนานแล้ว

ญาติโยมทุกท่าน จงจำไว้เลยว่า คนที่เป็นผู้ป่วยเขาต้องการคนดูแล

ยกตัวอย่างหลวงพี่เอง ก็เป็นบาหวาน แต่มีลูกศิษย์ลูกหาคอยถามคอยดูแล แค่นี้หลวงพี่ก็มีความสุข

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลก็เหมือนกัน เมื่อก่อนหลวงพี่ดูแลท่านตลอด คอยป้อนข้าวป้อนยา บางทีอาตมามีกิจจำเป็นต้องไปทำ ให้คนอื่นมาดูแลแทน ปรากฏว่าข้าวท่านไม่ยอมฉัน เป็นความใกล้ชิด เป็นความผูกพัน ที่ตัดกันไม่ได้!!!

เหมือนกับโยมแม่ของอาตมา ต้องดูแลท่านตลอด อยู่กุฏิห้องติดกัน เพราะดูแลง่าย เวลาไปโรงพยาบาล อาตมาให้เด็กพาไป แล้วกลับมารายงาน

โยมแม่อยากไปไหน ก็ให้ท่านไป เพราะท่านไปแล้วมีความสุข อาตมาก็มีความสุข และสิ่งที่ไม่สนับสนุน ญาติโยมที่พ่อแม่ตาย แล้วไปเคาะโลงศพเรียกมากินข้าวกินน้ำ ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ท่านคงคิดในใจ “ตอนกูอยู่ ไม่ให้กิน แถมดุด่าว่ากล่าว พอกูตายทำมาสนใจใยดี” แล้วจะมีประโยชน์อะไร???


ส่วนอีกจำพวกหนึ่ง พอมีครอบครัว ทิ้งพ่อทิ้งแม่ไม่ดูแลสนใจ ไม่ไปเยี่ยมไปหา นานๆจะไปเสียที ทิ้งเงินให้บ้าง

ถามว่าท่านอยากได้เงินหรือไม่ จริงๆแล้วท่านไม่อยากหรอก ท่านอยากได้การดูแลเอาใจใส่มากกว่า เพราะอย่างนี้ อาตมาถึงต้องเอาโยมแม่มาอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลท่านด้วยความกตัญญูกตเวที ตามที่โบราณกล่าวไว้ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กายรับใช้ใจ ถ้ารักษาใจได้แล้ว ก็นับว่าประเสริฐ

เพราะฉะนั้นต้องปลงใจให้ได้ กายเป็นเรื่องของแพทย์ ไม่ต้องไปกังวล มาดูแลรักษาจิตไว้ ด้วยวิธีมีสติ สติเป็นเหมือนเชือก เอาเชือกผูกใจไว้ ไม่ให้ดิ้น เหมือนลิงอยู่ไม่สุข

พระพุทธเจ้าสอน ให้จับลิงคือจิตนี้ เอาเชือกผูกไว้กับหลัก หลักคืออะไร หลักก็คือสิ่งที่ดีงาม

เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เลื่อนลอย ไม่สับสนวุ่นวาย

นำมาผูกไว้กับสิ่งที่ดีงามตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ภาวนาคำว่า “คุณธรรม” เพราะคำว่า “คุณธรรม” นี้ เป็นคำดีงาม คุณ +ธรรม คือคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ เป็นความบริสุทธิ์ แสดงถึงปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ ความตื่น ความเบิกบาน รู้สังขาร รู้โลก ตื่นจากความหลับใหล ไม่ลุ่มหลงมัวเมายึดติด จิตโปร่งใส

อาตมาขอส่งเสริมกำลังใจให้โยมทุกท่าน ได้มีจิตใจที่สงบ มีจิตใจที่แน่วแน่ผูกรวมอยู่กับคำว่าคุณธรรม ตลอดเวลา และขอให้ทุกท่าน ที่กำลังดูแลญาติที่เจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้ จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั่วกันทุกท่านทุกคนเทอญ....ขอเจริญพร

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

โยมผู้มีพระคุณ ล้มป่วย จิตตก กังวล สับสนใจ!!!
จุดประกาย “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” รวย จน หนีไม่พ้น
วิบากกรรมย้ำ “เร่งสะสม บุญ ให้ทาน สานบารมี”

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน เมื่อเร็วๆนี้ อาตมาไปเยี่ยมลูกศิษย์ ซึ่งป่วย รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ก่อนหน้านี้ โยมหายเงียบ เก็บตัวติดต่อไม่ได้

สุดท้ายทราบข่าวป่วยหนัก อาตมารีบไปเยี่ยมถามไถ่ทุกข์สุข ในฐานะญาติสนิทที่ไม่เคยลืมเลือน

อาตมาไปเยี่ยมเมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ที่บ้านพักย่าน มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 เขตบางนา พร้อมโยมนกน้อย บริพันธ์ ชัยภูมิ และโยมลอร์ด สยม สังวริบุตร
พอเห็นตกใจกับการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเแข็งแรง หน้าตาสดใส ร่าเริง บัดนี้หน้าตาซีดเซียว หน้าตอกผอมลง ขาทั้งสองข้างบวมใหญ่ อย่างเห็นได้ชัด

โยมบอกรู้ว่าเป็นโรคมะเร็ง ตอนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ช่วงแรกๆทำใจไม่ได้ ไม่อยากพบใคร ไม่กล้าบอกให้รู้ “เพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย” ไม่ให้มาบ้าน ไม่ยอมให้มาเยี่ยม เพราะช่วงนั้นยังสบสน ฟุ้งซ่าน เครียด กังวล

บอกหลวงพี่ตามตรง “โยมจิตตก”

แต่วันนี้โอเคแล้ว พร้อมเปิดรับทุกคน เพราะเริ่มทำใจได้แล้วในระดับหนึ่ง....

อาตมาก็เลยตำหนิไปว่า เราเหมือนพี่น้องกัน เป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายแท้ๆ ไม่เคยคิดเป็นอื่น และที่ผ่านมาโยมช่วยเหลืออาตมาและที่วัดไผ่ล้อม มาโดยตลอด มีอะไรทำไมไม่บอกกัน ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

จงจำไว้โยมเป็นคนใจบุญ ทั้งชีวิต อุทิศอุปถัมภ์ค้ำชูยอยกพระพุทธศาสนามาตลอด กลัวอะไรกับแค่การเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกคนต้องเจ็บป่วย ไม่ใช่เป็นเฉพาะโยมคนเดียวเสียเมื่อไร เขาเป็นกันทั้งโลก แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเคยป่วยเลย!!!

ย้อนกลับมาคิดที่ตัวโยม สร้างกรรมความดี และสะสมบุญมามากมาย โดยเฉพาะบุญที่สร้างไว้มีล้นเหลือ ไม่ต้องกลัว สิ่งที่ทำไว้ มันสูงมากพอ ที่จะมาเกราะเป็นบารมีคุ้มกันให้หายวันหายคืน ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

ส่วนการรักษาพยาบาลนั้น มันหยุดไม่ได้ ว่ากันไปตามวาระเหตุการณ์แห่งความจำเป็น ตามครรลองทางโลก

ในทางธรรม ต้องรักษาทางใจให้ได้เสียก่อน ถ้าลองขวัญกำลังใจมาดีแล้ว ชนะทั้งหมด ความเจ็บปวดทำอะไรโยมไม่ได้แน่นอน

“จิต สมาธิ ศีล ปัญญา คือมหากำลังใจสำคัญที่สุด”

วันนี้อาตมามาเยี่ยมโยม เพื่อต้องการมาเปิด ม่านบังตา ม่านบังใจทั้งหมด ที่โยมมีอยู่ มันประกอบด้วยความกังวล สับสน วุ่นวาย มีสนิมในใจ ต้องล้างให้สะอาด เพื่อคราบร้ายมลายหายไป

เริ่มต้นใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ และให้คิดว่าโรคมะเร็งร้ายคือวิบากกรรรม มันเป็นเพียงกรรมเก่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกคนต้องมี ไม่มีใครหนีพ้นวิบากกรรม ไม่มีใครหนีพ้น การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย

ถ้าคิดได้เยี่ยงนี้ โยมก็จะสุขใจ แต่ต้องอย่าลืมความกล้าในการเผชิญหน้า ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ได้ แม้ความเครียด วิตกกังวล อาจจะเกิดขึ้นได้ก็ตาม ต้องรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ ต้องมีความหวัง ต้องไม่ท้อถอย

จุดนี้จะทำให้ทนต่อความเจ็บปวดได้ จะสบายตัว และผ่านพ้นไปได้ อย่าโทษตัวเอง ยอมรับความเจ็บป่วยให้ได้ ปรับจิตใจ ฝึกสร้างกำลังใจให้กับตนเอง แม้จะรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่โยมอย่ายอมแพ้ อย่าสิ้นหวัง กล้าที่จะยอมรับความจริง และพร้อมจะยืนหยัดอยู่ต่อไป แม้เป็นไปด้วยความยากลำบากก็ตามที

แต่อาตมามีวิธีทางธรรมะ สามารถสร้างขวัญกำลังใจ ปลูกฝังให้โยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขณะนี้ มีหัวใจที่ดี มีทัศนคติที่เป็นบวก

อาตมาไปเยี่ยมโยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายราย เน้นให้ธรรมะ ในคำพูดที่สร้างกำลังใจที่ดี เพราะนั่นย่อมสร้างความคิดให้เป็นจริงได้ง่ายกว่า

การจุดไฟให้แสงสว่างในใจคนที่เป็นมะเร็ง กำลังใจ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงประเด็นที่สุด เพราะกำลังใจ สามารถเป็นสะพาน เชื่อมโยงไปสู่ชัยชนะ หรือความสำเร็จได้ เป็นการกระตุ้นให้มีพลัง สร้างจินตนาการ ความฝันให้เป็นจริงได้

อาตมายึดหลักการสอนโยมผู้ป่วย ใช้ทัศนคติในทางที่ดี คือทางบวก คิดบวก ทำบวก ให้โยมฝึกปฏิเสธตนเองในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ตามใจตนเองในการคิดสิ่งไม่ดี กระทำไม่ดี พูดไม่ดี

โยมต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในความคิด ตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยตนเอง พยายามหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว โดยระงับความโกรธ ความกลัว ความพยาบาท และความวิตกกังวลต่างๆ

จงจำไว้ว่าต้องร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดแต่สิ่งดีๆ ที่ทำให้สบายใจ

สร้างกำลังใจจากงานที่ทำอยู่ ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ขยันขันแข็ง รู้คุณค่าของเวลา และพอใจในตำแหน่งหน้าที่ของตน ทำจิตใจให้มั่นคง มีสติ และสมาธิอยู่เสมอ

แนวความคิดเหล่านี้ ช่วยทำให้โยมที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในขณะนี้ มีกำลังใจงดงาม ทำให้เกิดเป็นทัศนคติในทางบวก เพื่อสามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ได้อย่างราบรื่นตลอดไป

ท้ายสุดนี้ ขอฝากเรื่อง การบอกความจริงแบบเสริมกำลังใจให้คนไข้ ญาติๆอย่าสูญเสียกำลังใจ อย่าคิดแทนคนไข้

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องเป็นหลักยึดให้คนไข้ เพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ญาติต้องมาช่วยรักษา เช่น ทางธรรมชาติบำบัด คุมอาหาร ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ เพิ่มภูมิต้านทานให้ดีขึ้น

เรียกว่า ร่วมมือร่วมใจกัน เอาชนะมะเร็ง โดยผนวกการตระหนักในความเป็นอนิจจังของสังขาร ตระเตรียมตนเองทางจิตวิญญาณ จักส่งผลดีเพื่อเข้าถึงโลกุตรธรรม อันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตอีกด้วย
นัยความเป็นไปของคนป่วยหนัก ถ้าไม่ใช่เป็นผู้มีปัญญา หรือ ไม่ได้สะสมบุญไว้มาก
ย่อมจะเกิดทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจเป็นธรรมดา

ส่วนผู้ที่มีปัญญาและผู้ที่สะสมบุญไว้มาก ทั้งมิได้ประกอบอกุศลกรรมไว้ ย่อมไม่เกิดทุกข์ทางใจ แม้จะมีทุกข์ทางกายบ้าง

ดังนั้น ในชีวิตขณะที่ปกติ ถ้าไม่สะสมการฟัง การเห็นประโยชน์ของพระธรรมในขณะที่ป่วยหนักจะสนใจฟังพระธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะความเจ็บปวดทางกาย และจิตใจเศร้าหมอง ขาดศรัทธา การเห็นประโยชน์ก็ไม่มี


และก่อนหน้านี้เขาก็ไม่สนใจ นอกจากจะนำเสนอเพียงเรื่องเบาๆ พื้นๆทั่วไป เช่น พุทธประวัติ ชาดก เป็นต้น ก็อาจจะทำให้จิตเปลี่ยนจากความกังวลความทุกข์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ฉะนั้นพระธรรมคำสอน เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการละคลายอกุศล เป็นไปเพื่อการดับกิเลส ดับทุกข์

เพราะฉะนั้น พระธรรม จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้วแต่ชาติปางก่อน ส่วนผู้ที่ไม่ได้สะสมบุญย่อมไม่ได้ประโยชน์จากพระธรรม ย่อมเป็นสิ่งไม่มีค่าสำหรับเขา ซึ่งตรงกับคำว่า “ธรรม ไม่ได้สาธารณะกับทุกคน” ต้องเกื้อกูล ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดี หวังดีทุกเมื่อ เพราะเมตตาแล้วไม่ทุกข์ แม้ผู้นั้นไม่รับฟังคำแนะนำ แต่ถ้ารับฟัง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา และขอให้ญาติโยมทุกท่านทำหน้าที่ให้ดีที่สุด.......ขอเจริญพร


‘กามาพจร’ ผัวไม่รักดี เล่นชู้ลูกน้อง
กรรมสนอง โดนสวมเขา เข้าประตูนรก
หลวงพี่ชี้ ‘นรกขึ้น-ลง ทางเดียว คือ ทางใจ’

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน สัปดาห์นี้อาตมานำเรื่อง กามาพจร โลกแห่งกาม ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวมาฝาก เหตุเกิดที่ LA อเมริกา เป็นลูกศิษย์ที่เปิดร้านอาหารไทย ขายดี มีชีวิตที่สมบูรณ์ พร้อมหน้าผัวเมียลูก แต่ไม่วายเกิดเหตุจนได้ เมื่อฝ่ายผัว เกิดอาการออกนอกลู่ แอบไปมีกิ๊กกับลูกน้องในร้าน

ด้วยเสน่ห์ที่ตรึงใจ ด้วยความใกล้ชิด ฝ่ายชายเกิดหลงรัก ไม่หักห้าม กิเลส ตัณหา ราคะ ทำตัวเป็นพ่อบุญทุ่ม ลูกน้องฝ่ายหญิงอยากได้อะไร หาให้ทุกอย่าง จวบจนความสัมพันธ์คืบหน้า เกินเยียวยา

ทั้งคู่ ลักลอบได้เสียกัน ทั้งๆที่ เมียไม่รู้เรื่อง ฝ่ายชายปล่อยใจเลยเถิด ไม่ยับยั้งชั่งใจ หน้ามืดตามัว ไม่ได้นึกถึงหน้าลูกเมีย สนุกสนานเพลิดเพลินกับของใหม่ บอกกับใจตัวเองว่า แพ้ทางเด็ก เพราะเด็กทั้งสวย ทั้งเอาใจเก่ง แต่หารู้ไม่ว่า กำลังโดนหลอกเข้าอย่างเต็มเปา ระหว่างที่แอบคบหาสมาคมกันอยู่นั้น เจ้าเด็กสาวคนนี้ ก็แอบไปมีคนใหม่ไว้เช่นกัน อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่ากรรมตามสนอง แล้วจะเรียกว่าอะไร!?!

พอฝ่ายชายรู้ข่าว ถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุกข์ระทมในหัวใจ ประกอบกับเป็นช่วงที่อาตมา ได้มาเห็นหน้าพอดี เลยเรียกมาคุย ให้แสงสว่าง

“ถามว่าจะทุกข์เพื่ออะไร แล้วใครเป็นคนก่อ เมื่อใจโยมถวิลหาที่จะไปลงนรกก็ต้องกลับขึ้นมาเอง ทางลงทางขึ้นมีทางเดียว คือ ทางใจ”

ถ้าทำใจให้มันเศร้า มันทุกข์ มันก็เศร้า มันก็ทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง สลัดให้หลุด ถ้าไม่หลุด จะมีผลร้ายแน่นอน

ถึงเวลานี้พอมีเวลา แก้ไขได้ทัน คนเราถ้ารู้จักสำนึกผิด สังคมยังให้อภัย ลูกเมียก็ยังให้อภัย คนเราผิดพลาดกันได้ ทุกคนวันนี้กิเลสมันมีอยู่รอบตัวเรา ถ้าโยมมองมันอย่างรู้เท่าทัน ก็ไม่เจ็บ แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ชอบเจ็บ เพราะตอนเจ็บมันสนุก มันส์ในอารมณ์ แต่ลืมคิดถึงผลที่จะตามมา

ครอบครัวกำลังมีความสุขดีอยู่แล้ว อย่าไปทำลาย ร้านอาหารก็ขายดี เมียก็เป็นคนดี ขยัน ซื่อสัตย์ต่อเรา ลูกก็เป็นคนดี นี่ถือว่ามีบุญที่สุดแล้ว

ในเมื่อบ้านคือครอบครัว โยมสร้างไว้แข็งแรง มีกำแพงแข็งแกร่ง กันโจรขโมยผู้ร้ายได้เป็นอย่างดี แล้วทำไมไปทุบทิ้งเพื่ออะไร??

อุทาหรณ์เรื่องนี้ สามารถสอนใครได้หลายคน เพราะคนในสังคมไม่ว่าจะอยู่เมืองนอกเมืองนา หรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ล้วนกำลังประพฤติส่ำส่อนกันอยู่ ด้วยความคุ้นชิน อย่างชนิดไม่กลัวบาปบุญคุณโทษ

ยิ่งในช่วงนี้ละครยอดฮิตแบบผัวๆเมียๆกำลังมาแรง ส่งผลให้หลายครัวมีปัญหาการนอกใจของคู่ผัวเมียเพิ่มทวีคูณ แต่อาตมาขอบอกว่าทุกเรื่องทุกชีวิต ล้วนมีเบื้องหลังการนอกใจ ซึ่งมันมีอะไรแฝงอยู่บ้างอย่างแน่นอน

ในมุมมองความเห็นส่วนตัวของอาตมา เชื่อว่าการนอกใจของผู้ชายไม่ได้เกิดขึ้น เพราะพวกเขาไม่รักเมียของตนเองอีกแล้ว

แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผัวไม่พึงพอใจสภาพที่เป็นอยู่ในบ้าน เฉกเช่น การทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ เหนื่อยกับการเลี้ยงลูก รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่

เมื่อมีใครบางคนเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายนี้ไปได้ ก็เลยทำให้เขาพลาดพลั้งนอกใจเมียไปนั่นเอง

สำหรับแนวทางการป้องกันคือ ผัวเมียต้องหาเวลาดีๆ คุยกันถึงเรื่องดีๆ อนาคตดีๆ ที่จะสร้างร่วมกัน เพื่อที่ว่าคนของเราจะได้มีเป้าหมาย ไม่ต้องไปสร้างเป้าหมายนี้กับคนอื่น
ส่วนเมีย ควรทราบไว้ว่า เพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนสมัยเรียน แฟนเก่า น้องที่ทำงาน เด็กฝึกงาน คือ ผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ

“ไม่ใช่สาวในผับในบาร์แต่อย่างใด” 
เพราะคนที่จะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับผัวของคุณโยมได้ อย่างน้อยก็ต้องมีความสัมพันธ์ดีๆ กันมาก่อน

เช่น อาจเคยช่วยเหลือกันมาสมัยเรียน หรือสมัยทำงาน ทางที่ดีคือ พยายามทำให้ผัวรู้สึกว่า โยมสำคัญต่อเขา และมีดีเหนือกว่าเพื่อนร่วมงานของเขาให้ได้
การนอกใจเมียที่เกิดขึ้นกับผัวนั้น ส่วนหนึ่งเพราะพวกนี้ไม่รู้จะแก้ไขความสัมพันธ์ในบ้านที่มันย่ำแย่อย่างไร

ดังนั้นผัวจึงออกไปหา “บางสิ่งบางอย่าง” จากข้างนอก เผื่อว่า มันจะสามารถทดแทนสิ่งที่ครอบครัวไม่สามารถให้ได้นั่นเอง
เมียไม่ได้ร้องไห้น้ำตานอง เสียใจแต่เพียงฝ่ายเดียว ผัวเองก็รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองเช่นกัน

และอาตมาเชื่อว่า เมียที่ใกล้ชิดกับผัว มักสังเกตความผิดปกตินี้กันได้แทบทุกคน
ในยุคปัจจุบัน ทั้งผัวและเมีย ต่างก็พบเจอปัญหาการนอกใจได้พอ ๆ กัน แต่เหตุผลที่ใช้ในการนอกใจนั้นแตกต่างกัน

เนื่องเพราะเมียที่นอกใจนั้น มักเป็นเรื่องของการขาดที่พึ่งทางอารมณ์ และการไม่ได้รับความพึงพอใจในชีวิตคู่

“แต่ผู้ชายมักเกี่ยวกับความต้องการทางเพศเป็นหลัก”
ไม่จำเป็นว่าผัวเป็นคนดัง หรือคนธรรมดาทั่วไป แล้วจะมีผลต่อการจับพิรุธของเมีย เพราะเมียส่วนมากมักมีเซ้นส์เรื่องนี้กันอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นเรดาร์กันเลยก็ว่าได้
การนอกใจมักจบลงด้วยการคืนดี แม้จะไม่เสมอไป แต่โดยมาก การนอกใจก็ทำให้หลายคู่หันกลับมาคืนดี รวมถึงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองเพื่อรักษาครอบครัวให้คงอยู่ได้

ฝ่ายผัวเอง หลังจากหันไปสนใจกับความสัมพันธ์ใหม่ ที่น่าตื่นเต้นกว่า สักพักก็จะเริ่มรู้สึกตัวว่า ใครคือคนที่เขาอยากอยู่ด้วยมากที่สุด ซึ่งมักเป็นภรรยา แต่ไม่ใช่ชู้รักใหม่แต่อย่างใด และเริ่มรู้สึกว่า ผู้หญิงที่เขาปันใจให้นั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง

ในความจริงแม้จะกลับมาคืนดีกับเมียแล้ว ฝ่ายผัวอาจยังไม่ลืมผู้หญิงคนนั้น

น่าเศร้าที่ข้อนี้เป็นความจริง ที่ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน เพราะในการเผลอใจมีอะไรๆ กับหญิงอื่นนั้น อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่ลืมไม่ลงซ่อนอยู่ นั่นจึงทำให้อาจย้อนนึกถึงได้ แม้ผัวจะกลับมาคืนดีกับเมียแล้วก็ตาม

ความจริงข้อสุดท้าย คนที่นอกใจจะสำนึกถึงความผิดที่ทำลงไปเสมอ เมื่อได้กลับมาคืนดีกัน และสร้างครอบครัวใหม่อีกครั้ง หลังการนอกใจนั้น ผัวทุกคนรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะได้สร้างบาดแผลครั้งใหญ่กับเมียและลูกๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการเยียวยาให้ดีขึ้น และสิ่งนั้นคือผลที่ผัวรักสนุกทั้งหลายต้องยอมรับมันให้ได้

ทางที่ดี สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะมีประเด็นชู้สาวเข้ามาในชีวิต ก็กล้าหาญกับชีวิตสักหน่อย ยอมรับสักนิดว่าตนเองมีเมียและลูกแล้ว ไม่ต้องอ้างปัญหาในครอบครัว เพราะคนที่มีครอบครัวคนไหนๆ ก็ต้องเจอปัญหาเสมอ รวมถึงสาวๆ ถ้ารักจะส่ง SMS หาคนที่มีเมียแล้ว ก็ต้องบอกตัวเองให้รักษาหน้า รักษาชื่อเสียงครอบครัววงศ์ตระกูลเอาไว้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้เมียเขาเก็บหลักฐานฟ้องเรียกค่าเสียหายให้อับอายนะโยม อาตมาขอบอกว่า...หาผู้ชายโสดๆ เถอะโยม...............ขอเจริญพร

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

กิจของสงฆ์ ต้องทำวัตรเช้า-เย็น ห้ามขาด
กุศโลบาย ใครไม่ทำ เจ้าอาวาส ‘ปรับเงิน’
จุดไฟ อยู่อย่างประชาธิปไตย ภายใต้เหตุผล

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน ตลอดทั้งอาทิตย์ อาตมารับโทรศัพท์ จากหลายวัด โทร.ปรึกษา เรื่องการทำวัตร ที่พระเณรส่วนใหญ่ขี้เกียจไม่ยอมทำ อ้างสารพัด และสุดท้ายเริ่มขาดหายไปจนหมด เฉกเช่นคำฮิต “มาสายเป็นนิจ ล่ากิจเป็นประจำ การงานชอบเลี่ยง ส่งเสียงเอะอะ” ส่งผลให้สมภารเอือมระอา ขอความเมตตา “ช่วยจุดไฟในใจพระเณร หน่อยเถอะ หลวงพี่น้ำฝน”

มีข้อสงสัยทำไมพระวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรเช้าเย็น เป็นระเบียบ ถามอาตมา “ใช้เทคนิคสูตรเด็ดอะไร ในการบริหาร”
ก่อนอื่นขอเล่าอดีตที่ผ่านมา คราหลวงพ่อพูล ยังมีชีวิต อาตมารับใช้ใกล้ชิดสนองงานตามคำสั่งมอบหมาย

หลวงพ่อเป็นพระพูดน้อย ยิ่งพอใกล้ละสังขาร ไม่พูดเลย นิ่งเป็นใบ้ ได้รับสมญา “พระจริงต้องนิ่งใบ้”

พอท่านใบ้แล้วใครจะทำหน้าที่ อาตมาสวมวิญญาณร่างทรง ทำหน้าที่ตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ”

หลังท่านละสังขาร มีการประชุมเลือกเจ้าอาวาส ที่วัดใช้ระบบประชาธิปไตย พระทุกรูปลงมติเลือกให้อาตมาเป็นเจ้าอาวาส

อาตมาขึ้นครองตำแหน่ง ด้วยพื้นฐาน เป็นคนไม่ชอบใช้อำนาจ ไม่นิยม “ฟาดงวงฟาดงา” เน้นปรึกษา เจรจาโต๊ะกลม ใช้เหตุผล ใครมีอะไรดีกว่า นำมาโต้แย้ง แล้วสรุปเป็นเอกฉันท์

วัดไผ่ล้อม บริหารงานด้วยวิธี ลองผิดลองถูก มาแล้วมากมาย อันไหนไม่ดี ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุง ไม่นิยมทำงานแบบ  “เช้าชามเย็นยาม” ไม่มีเด็กเส้น ไม่มีพวกมากลากไป ไม่แบ่งกลุ่มแบ่งพวก ที่วัดมีพวกเดียวคือ “พวกเจ้าอาวาสทั้งวัด”

หัวใจสำคัญวัดไผ่ล้อม เน้นความสะอาด อันดับแรกวัดต้องสะอาด พระเณรทุกรูปต้องทำงาน กวาดลานวัด ล้างโบสถ์ คืองานหลัก ต้องทำทุกวัน เป็นการแบ่งหน้าที่ มีตำแหน่งเหมือนทีมฟุตบอล มีศูนย์หน้า กองกลาง ปีกซ้าย ปีกขวา ศูนย์หน้า ประตู ทุกรูปมีหน้าที่ ไม่มีใครรังเกียจเดียดฉันท์ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนงานรองลงมาคือ เวลาทางวัดมีงานด่วน มีงานเฉพาะกิจ ต้องการระดมพล อาตมาเป่านกหวีด เมื่อไหร่ ต้องมาครบ ช่วยกันรุมทำให้เสร็จทันการณ์ นี่คืองานที่ต้องการความสามัคคี รวมพลัง พระเณรทุกรูปล้วนสนุกกับงานแบบนี้ เพราะทุกรูปมีพื้นฐานที่รักกันอยู่แล้ว จึงอยากที่จะช่วยกันด้วยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ

ส่วนเรื่องของหน้าที่หลัก หัวใจของคณะสงฆ์ที่บวชเข้ามาแล้วทุกรูปต้องปฏิบัติ นโยบายของอาตมาในฐานะสมภาร คือ ต้องสวดมนต์ทำวัตรเช้าในเวลา ตีห้าถึงหกโมงเช้า แล้วก็ไปบิณฑบาต ทำภารกิจส่วนตัว ส่วนช่วงเย็นเวลาห้าโมงถึงหกโมงเย็น ก็ต้องทำวัตรสวดมนต์เย็น ตามกฎระเบียบที่วางไว้

ใหม่ๆยังหาวิธีที่แยบยลไม่ได้ มีขาดมีหายกันไปบ้าง อาตมาใช้วิธีทำโทษ ให้ทำความสะอาดในจุดต่างๆตามสมควร หรือตัดกิจนิมนต์

ปรากฏว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล พระเณร ยังคงขาดหายไปเรื่อยๆ แบบไม่เกรงกลัว ไม่อายฟ้าดิน เนื่องเพราะโทษอาจจะเบาไป หรือทุกคนมองเป็นเรื่องธรรมดา “กูจะลาและหายแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไร” เพราะมันไม่มีผลแก่ชีวิต และที่ทำแบบนี้ได้คือพวกหน้าด้านหน้าทนจริงๆ

จากนั้นอาตมาก็ได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วสารพัดวิธี ไม่สำเร็จสักครั้ง

สุดท้ายอาตมาปิ๊งไอเดียใหม่ล่าสุด มั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่นอน นั่นคือถ้าใครขาด ให้ปรับเงิน หนึ่งพันบาทต่อหนึ่งครั้ง โดยออกเป็นกฎเหล็ก ห้ามขาด ห้ามลา ยกเว้นถ้าใครมีภารกิจจำเป็นจริงๆลาได้ แต่มีข้อแม้ต้องมาลาเป็นการส่วนตัวกับเจ้าอาวาสเท่านั้น

ส่วนเงินที่ปรับลงกองกลาง ตั้งเป็นกองทุนไว้เลี้ยงภัตตาหารพระเณรในยามที่ขัดสน

สรุปวิธีนี้ได้ผลเกินคาด พระเณรไม่มีใครยอมขาด ขยันขันแข็งทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เห็นผลทันตา ส่วนรูปไหนที่ขาดแล้ว บอกไม่มีเงินจ่าย ก็ไปหักจากกิจนิมนต์ โยมใส่ซองถวายมา ก็หัก ณ ที่จ่าย ไม่มีการผ่อนปรน ต้องเด็ดขาด สุดท้ายระเบียบวินัยก็เกิด กลายเป็นความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้ผลเป็นรูปธรรม

นี่คือสิ่งที่อาตมาภาคภูมิใจ ที่ทำให้วัดไผ่ล้อมสะอาดตา รวมถึงพระเณรมีระเบียบวินัย ทำวัตรสวดมนต์ ที่เป็นกิจของสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการเจริญสมาธิอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ครบ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา พระเณรวัดไผ่ล้อมสวดมนต์เก่งทุปรูป และที่สำคัญอาตมามีความเชื่อว่า พระเราต้องสะอาดทั้ง กาย วาจา ใจ มิใช่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แบบผลาญข้าวสุกชาวบ้าน เฉกเช่นที่ญาติโยมเขียนเหน็บไว้ว่า “เช้าเอน เพลนอน กลางวันพักผ่อน กลางคืนมาม่า” หรือที่โบราณชอบว่า พวกพระไม่เห็นจะมีอะไร วันๆก็แค่ “บิน บัง สัง สวด” ขยายความก็คือ เช้าก็บิณฑบาตขอทาน ขอสตางค์ ขออาหาร พอกลับมาวัดก็รับบังสุกุล สังฆทาน สวดมนต์ ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ อยู่ไปวันๆไร้แก่นสาร

อาตมาคิดว่า พระเราต้องปฏิวัติใหม่ พออาตมาได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส จึงพยายามคิดค้นสูตรที่จะทำให้วัดเป็นวัดจริงๆ ให้พระเป็นพระแท้จริงๆ มิใช่มาบวชอาศัยผ้าเหลืองทำมาหากิน

ที่วัดไผ่ล้อม ถ้าใครคิดจะมาบวชที่นี่ ต้องทำใจ ขี้เกียจไม่ได้ เรียนก็ต้องเรียน งานต้องทำ กิจของสงฆ์ยิ่งต้องทำหนัก ให้เน้นความเพียรความอดทนเป็นหลัก ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ และที่สำคัญเน้นประชาธิปไตยล้วนๆ ไม่เอาเผด็จการ!!!

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ฉบับนี้ ถือเป็นการเฉลยเคล็ดลับ ที่ถามกันเข้ามามาก ว่าทำไมพระเณรวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เคร่งครัด มิเคยขาด ปฏิบัติเต็มพิกัดทุกวัน

รวมถึงความสามารถผลพวงที่ตามมาปรากฏ พระเณรทุกรูปสวดมนต์ได้ทุกบท แม่นยำ อักขระชัดเจนถูกต้อง พร้อมเพรียง ไปสวดบ้านไหนมีแต่ญาติโยมชม สวดหนึ่งชั่วโมงเต็ม สมบูรณ์แบบที่สุด

ส่วนเรื่องความสะอาดวัดเราครองแชมป์มานานแล้ว ไม่มีใครลบสถิตินี้ได้

สรุปท้ายสุดนี้ อาตมาขอฝากไปยังผู้ปกครอง ผู้เป็นใหญ่หรือผู้นำสังคมทั้งหลาย ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้น้อยเห็น อาตมายึดหลักการปกครอง ต้องมีคุณธรรมคือขยันหมั่นเพียร ใช้ปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ เมื่อมีคุณธรรม คุณภาพก็จะตามมาเองในที่สุด

การบริหารมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญต้องมีน้ำใจที่ตื่นตัวเสมอ ลุกขึ้นทำงานทุกขณะ คิดไปในทางก้าวหน้าตลอดเวลา และต้องกล้าที่จะเผชิญกับความลำบากในการทำงาน ไม่ว่างานนั้นจะสูงหรือต่ำ

ต้องเดินหน้าเรื่อยไปไม่หยุด ทำต่อเนื่อง “ไม่ใช่ขยันแบบกิ้งก่า วิ่งไปแล้วก็หยุด วิ่งไปแล้วก็หยุด และไม่ใช่ลักษณะพลุ ที่สว่างแวบเดียวแล้วก็หมดกัน”

คนทำงานกับอาตมา “เก่งไม่กลัว กลัวช้ามากกว่า” ต้องรวดเร็ว เรียบร้อย ได้ผลงาน

ข้อคิดทั้งหมดนี้โยมสามารถนำไปใช้ เป็นกลไกบริหาร

ถ้าทำได้ เชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองแน่นอน...ขอเจริญพร

พิธีขอขมากรรม ส่งท้ายปีเก่ารับพรปีใหม่

บทความที่ได้รับความนิยม