ร่วมบูชาวัตถุมงคล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดไผ่ล้อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดไผ่ล้อม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สาวใหญ่กลุ้มใจ ‘เลี้ยงลูกไม่ได้ดั่งใจ’
สงสัยกรรมเก่า? เคยแย่งสามีเขามา
หรือที่เคยทิ้งผู้ชาย- ส่งผลตามสนอง
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน เมื่อเร็วๆนี้มีโยมสีกา โทร.มาจากสวิตเซอร์แลนด์ มีปัญหาคาใจ ถามไถ่เล่าความทุกข์

โยมกลุ้มใจเรื่องลูกชาย พูดอะไรไม่เชื่อฟัง ทั้งที่โตเป็นหนุ่ม เรียนจบปริญญาตรี แต่ทำตัวเหมือนเด็ก โยมสงสัยใช่กรรมเก่าหรือไม่ เพราะอดีตเคยทำไม่ดีไว้พอสมควร

โยมเล่าสมัยยังสาว เสน่ห์แพรวพราว บาดใจชายหนุ่ม แต่ก็เคยผิดพลาด ไปหลงรัก คนที่เขามีคู่อยู่แล้ว สมัยนั้นต้องการเอาชนะ จึงแย่งเขามา พอสมใจอยาก อยู่ด้วยกันไม่นาน เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผู้ชายในฝัน พอแย่งมาสะใจ สุดท้ายก็ทิ้ง

ชั่วโมงนั้น ไม่สนเรื่องเวรกรรม ไม่กลัวบาปกรรมใดๆทั้งสิ้น เมื่อทิ้งแฟนคนแรก ชีวิตผันแปร พบรักหนุ่มชาวอังกฤษ แต่ความรักไม่ราบรื่น ทั้งที่หนุ่มคนนี้ รักโยมมาก รู้สึกเบื่อหน่าย ตัดสินใจทิ้งหนุ่มเมืองผู้ดี ปรากฏว่า เขาไปโดดตึกตาย ที่พัทยา

ชีวิตรักยังไม่จบ เจอหนุ่มฝรั่งเศส เตรียมจะไปแต่งงาน อีก 3 วันจะบิน เขาบอกไปไม่ได้ เพราะมีครอบครัวแล้ว ทุกอย่างจบเห่ ความฝันพังทลาย

ละครชีวิตจริง เรื่องนี้ยังไม่จบ จากนั้นโยมมีโอกาสไปเที่ยวทะเลชะอำ ได้พบกับหนุ่มใหญ่ชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่งงานตามประเพณี อยู่ด้วยกันจวบจนวันนี้ 7 ปี

นับเป็นครอบครัวที่อบอุ่น เพราะเขาเป็นคนดีมาก แต่ที่โทร.มาหาหลวงพี่วันนี้ กลุ้มใจเรื่องลูกชาย รู้สึกท้อใจ ลูกไม่สนใจการงาน ว่าเตือนไม่เชื่อฟัง อยากถามหลวงพี่ นี่ใช่กรรมเก่าหรือไม่?

ก่อนอื่นโยมต้องตั้งสติให้ดี จากที่อาตมาลำดับเหตุการณ์ วันนี้ชีวิตโยมดีมากแล้ว ได้สามีดี เป็นคนดี รักโยมมาก ถือว่าโชคดี ควรใช้ชีวิตให้มีความสุข

สำหรับเรื่องลูกชายอย่าไปเครียดให้มากจนเกินไป เขาโตแล้ว มีการศึกษา มีสติปัญญา ต้องค่อยๆสอน อบรมเขาไป อย่าไปกังวน ถ้าโยมทุกข์ คนที่แย่คือโยม เพราะเวลาที่โยมทุกข์ไม่มีใครมาร่วมทุกข์ด้วย ความทุกข์ไม่ได้สร้างประโยชน์อันใดให้ร่างกายและจิตใจ มีแต่จะทำให้เสียสุขภาพจิต


ควรดูแลสามี ดูแลตนเอง รักษาสุขภาพ หาความสุขให้กับชีวิต เรื่องเก่ามันผ่านไปแล้ว ใช้ชีวิตในวันใหม่ อยู่กับความจริง และสิ่งที่อาตมาอยากจะฝากไปยังญาติโยมทุกท่าน ที่มีความทุกข์เรื่องลูก ให้มองเป็นเรื่องธรรมดา ต้องทำใจ ปัญหานี้บอบบาง หากแก้ไม่ถูกทาง อาจลุกลามบานปลาย “ลูกชายหนีเตลิด” 

ก่อนอื่นโยมต้องเข้าใจคนวัยหนุ่ม คิดย้อนไปถึงตอนที่โยมเป็นวัยรุ่น แล้วค่อยหาสาเหตุว่าทำไมลูกโยมถึงเป็นเช่นนี้?

สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ลูกดื้อ เกเร แหกคอก และนิสัยไม่ดี คือ “ขาดความอบอุ่น” 

โยมให้ความอบอุ่นเขาดีแค่ไหน หรือปล่อยปละละเลยไม่สนใจ แต่พอทำผิดมาก็เอาแต่ด่า ทับถมซ้ำเติม ไม่ค่อยมีเวลาให้เขา มัวแต่ทำงาน วัยรุ่นที่เสียคนส่วนมากรับสารภาพว่า “เขาขาดความอบอุ่นในครอบครัว” “พ่อแม่ไม่สนใจ”

ขาดที่พึ่ง วัยรุ่นส่วนมากต้องการที่พึ่งทางใจ เขายังใหม่ต่อโลก มักมีปัญหา สงสัย อยากรู้อยากเห็นอยากลอง อยากเท่ห์ เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่พ่อแม่ต้องดูแล หากพ่อแม่เป็นที่พึ่งไม่ได้ ก็หันไปหาเพื่อน หันไปพึ่งยาเสพติด พึ่งแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ด้วยคิดว่านี่เป็นที่พึ่งที่สบายใจ

ขาดคนเข้าใจ “แม่ไม่เข้าใจผม” คุยกันคนละภาษา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และบางครั้งความรักความห่วงใยที่พ่อแม่ให้มากเกินไป อาจทำให้เขารำคาญหงุดหงิดเหมือนถูกลิดรอนเสรีภาพ

บางครั้งโยมต้องผ่อนปรนและปล่อยเขาบ้าง ให้เขาได้ทำอะไรตามจิตนาการ ให้เขาได้ออกไปเที่ยวในโลกกว้าง เดี๋ยวเขาจะคิดได้เอง

จงจำคาถาในการเลี้ยงลูกบทนี้ไว้ให้ดี จงภาวนาทุกวัน และปัญหาของโยมจะคลี่คลายลงได้ “น้ำเย็น หมูยอ กอไผ่ ใส่เตา ๆๆๆ”

น้ำเย็น
 อากาศร้อนหากได้น้ำเย็นสักแก้วจะสบายและผ่อนคลายมาก วัยรุ่นวัยหนุ่มเป็นวัยร้อน เมื่อลูกร้อนมา โยมก็ต้องเย็นไป โยมต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ พูดจาด้วยอารมณ์เยือกเย็น ไม่วู่วาม ไม่ด่าว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย และไม่ด่วนลงโทษ เมื่อเขาทำผิดพลาดครั้งแรก โยมต้องชี้แจงให้ลูกฟังด้วยเหตุผล ด้วยจิตเมตตา แสดงอาการเห็นอกเห็นใจ แนะนำไปว่าอะไรควรไม่ควร

หมูยอ คำชมหรือคำยอใครก็ชอบ พ่อแม่ต้องรู้จักยอลูกบ้าง เป็นกำลังใจให้เขา

กอไผ่ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ต้องกำราบบ้าง

ใส่เตา เมื่อโยมเฝ้าพร่ำสอนและทำทุกวิถีทางแล้วแต่เขาไม่ได้ดีขึ้นหรือไม่ได้ปรับปรุงตัวขึ้นเลย ก่อนจะใช้วิธีสุดท้ายนี้ -ลองใช้วิธีของพระพุทธเจ้าที่สอนพระฉันนะ ที่ดื้อรั้นสอนไม่ฟัง คือ การลงทัณฑ์กรรม หรือคว่ำบาตร ไม่สนใจใยดี ปล่อยวางอารมณ์ ขนาดพระพุทธเจ้ายังสอนไม่ได้ทุกคนเลย ประสาอะไรกับเราปุถุชน ใส่เตาเผาสะเลย แค่เลือดก้อนเดียว อุตส่าห์เลี้ยงให้เป็นคนดีแต่ไม่อยากดีก็ช่วยไม่ได้ ปล่อยไปตามเวรกรรมเขาต้องมีโลกของเขาที่ต้องเผชิญเมื่อเขาเลือกวิถีชีวิตของเขาเช่นนั้นก็จงให้อิสระในการเลือกแก่เขา

“ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” แต่ก่อนจะใส่เตาเผา โยมต้องไว้อาลัยด้วยการระลึกถึงหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ ว่าโยมได้ทำเต็มที่ หรือทำได้ดีพอหรือยัง คือหน้าที่ทางกายกับหน้าที่ทางใจสอนลูกไม่ให้ทำชั่ว แนะนำให้ลูกทำความดี ส่งเสริมตามสติปัญญา ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม

หากโยมได้ทำหน้าที่มาอย่างสมบูรณ์ดีแล้ว ส่วนเขาจะเป็นไปอย่างที่โยมหวังหรือไม่ ได้ดั่งใจหรือไม่ มันก็สุดแล้วแต่วาสนาโชคชะตาเวรกรรมของเขา ส่วนโยมก็ต้องอุเบกขา คือปล่อยวางลงให้ได้ หากคิดมากไปก็รังแต่จะทุกข์กังวลใจเปล่าๆ

และที่สำคัญโยมควรแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ลูกบ้าง เผื่อบางทีอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย!!!...ขอเจริญพร



วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คุณป้า หัวใจว้าวุ่น ออกอาการ ‘หลง อยาก’
‘ปิ๊งรัก’ นักร้องหนุ่มร้านอาหารคาเฟ่
โยมทุกข์เศร้า โหยหา ต้องการสัมผัส!?!

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้ อาตมานำเรื่อง ความหลง ของสาวใหญ่ อุทาหรณ์สอนใจ ประสบการณ์ตรง จากโยมทางบ้าน เมื่อรักแล้วย่อมมีทุกข์เป็นเงาตามติด มีคิดถึง โหยหา อยากได้ใคร่มี อยากเป็นเจ้าของตลอดเวลา เพียงผู้เดียว!!!

พลันที่รายการคิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝน ทางช่อง 5 จบลง โทรศัพท์สายนี้ก็เข้ามา เป็นเสียงโยมสุภาพสตรี เล่าถึงเหตุที่ไม่สบายใจ ด้วยวัย 53 ปี สามีตาย มีลูกชาย 1 คน

ปัจจุบันค้าขาย รายได้ดี เหลือกินเหลือใช้ ดำเนินชีวิตสบายๆ แสวงหาความสุขตามอัตภาพ และสถานบันเทิงของคนวัยนี้ หนีไม่พ้น สวนอาหาร ใกล้บ้าน มีนักร้องมาขับกล่อมบรรเลง กินดื่มสุขใจ ฟังเพลงสบายอารมณ์

จากนั้นโยมก็ติดใจ ไปบ่อยครั้ง เพราะชื่นชอบนักร้องชายนิสัยดี เอาใจเก่ง เสียงไพเราะ ร้องเพลงออดอ้อนหวานๆ ทำให้คนแก่ตื่นเต้นหัวใจว้าวุ่น กลายเป็นความอยาก มากไปด้วยความต้องการ???

และแล้วพระเอกในฝันก็ปรากฏตัว เขาคือนักร้องหนุ่มใหญ่วัย 48 ปี หุ่นดีรูปงาม ร้องเพลงดีเอาใจเก่งขนาดนี้ ก็ต้องมีมาลัย ให้เป็นสินน้ำใจ ติดแบงก์ให้ด้วยความรักใคร่เอ็นดูเมตตา ได้กอดได้หอมแก้มก็แสนสุขใจ

เมื่อมีความสุขก็โหยหา อยากพบหน้าทุกวัน ตามที่ใจปรารถนาเรียกร้อง!!! ทุกวันอาทิตย์ต้องไป แต่เพื่อนสาวส่วนใหญ่ต่างก็เตือน คอยห้ามปราม แต่โยมไม่เชื่อฟัง ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เพราะกำลังหลงรักอย่างสุดหัวใจ เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ ที่สำคัญลงทุนไปเยอะ....

พอสนิทกันมากขึ้น นักร้องหนุ่มเริ่มขอยืมสตางค์ “แต่เขาก็นิสัยดีนะคะหลวงพี่ เขาผ่อนใช้ตามกำหนดทุกครั้ง”

จนถึงวันนี้โยมคิดว่า มันเป็นความรักฉันเพื่อน ฉันพี่น้อง ปรองดองสัมพันธ์ช่วยเหลือเจือจาน ไม่เคยเกินเลย แค่สัมผัสภายนอก โยมก็รู้สึกพอใจ อุ่นใจ

แต่ที่โยมโทร.มาถามหลวงพี่วันนี้ เพราะรู้สึกถึงความทุกข์ เวลาที่คิดถึง อยากเจออยากเห็นหน้าตลอดเวลา แต่ก็ทำได้เพียง อาทิตย์ละสองสามครั้งเท่านั้น

อยากให้หลวงพี่ช่วยหาทางออกให้ที ทำอย่างไรจึงจะคลายความคิดถึงลงได้

“ญาติโยมทุกท่าน จงจำไว้ให้ดี ความรัก หรือ กรรม ทำให้คนตาบอด”

โยมเคยถามตัวเองไหมว่า “ทำไมฉันจึงรักเธอ” เมื่อเริ่มต้นรู้สึกว่ารักใครสักคน บางครั้งมันอาจเป็นรักแรกพบ บางครั้งมันอาจจะเป็นความรักที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว รู้อีกทีก็รักเขาเข้าแล้ว

ในยามโยมมีความสุข อาจไม่สนใจอยากหาคำตอบมากมายว่า“ทำไมฉันจึงรักเธอ”เพราะเมื่อใดที่เรามีความสุขโดยมากเรารู้สึกพอใจความรู้สึกพอทำให้ไม่ได้คิดค้นอยากหาข้อเสีย หรือคิดคำถามให้ต้องหาคำตอบ

เมื่อเวลาทุกข์ เสียใจ บางคนก็อาจมีคำถามขึ้นมาว่า ทำไมฉันจึงรักเธอหรือฉันรักเธอไปได้ยังไง เพราะเธอนั้น หน้าตาก็ไม่หล่อเหมือน เคน ธีรเดช ไม่ได้รวยเหมือน บิล เกตส์ แถมยังช่างใจร้ายใจดำ ทำกันได้ลง และอื่นๆมากมาย ผุดขึ้นมาในเวลาโกรธ แต่ก็ยังไม่พบคำตอบอยู่ดี 

ในทางพุทธศาสนา เราเชื่อว่าอะไรใดๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ การที่เราจะได้เป็นคู่รัก และครองคู่กับใครนั้นย่อมมีเหตุ

เหตุที่ทำให้เราไปหลงรักเขา ก็มาจากกรรมเก่าที่เคยร่วมทำกันมา และจะคบหายืนยาวอยู่ได้ด้วยร้ายด้วยดีต่อๆไปนั้น มาจากกรรมที่ทำเอาไว้ในปัจจุบัน จะคบแล้วมีความสุข หรือทุกข์ เป็นผลของกรรม ซึ่งสะท้อนสิ่งที่ผู้รับผลนั้นกระทำมาก่อนทั้งอดีตชาติ และชาติปัจจุบันทั้งสิ้น!!!

ดังนั้นหากมีความทุกข์จากรักขึ้นมา ถ้าจะถามว่าทำไมเราต้องมาทุกข์ใจกับคนๆนี้ ก็ต้องตอบว่า มันเป็นผลมาจากกรรมที่คนทั้งสอง ได้ทำร่วมกัน และที่โยมทำมา กรรมเก่าพาโยมลงมาติดกับดัก

กรรมมันเริ่มส่งผลตั้งแต่วันแรกที่ใจโยมเข้าไปผูกกับเขา กรรมส่งผลที่ใจให้มารัก ให้มาหลง บังตาไว้ไม่ให้เห็นความสมเหตุสมผลทั้งหลาย หรือรู้ทั้งรู้ก็ยังรัก ถูกดูดเข้าไปใช้กรรม

ที่อาตมาว่าความรักทำให้คนตาบอดต้องกล่าวให้เป็นธรรมขึ้นว่า “กรรมบังตา” คือกรรมบังคับใจให้ไปรู้สึกติดใจ ชอบ ใช่ รัก ผูกพันกับคนที่จะนำโยมไปรับผลที่โยมเคยก่อไว้ทั้งดีและร้ายนั่นเอง

เริ่มตั้งแต่ต้นที่จะรู้สึกดีกับใคร ก็กรรมกำหนด ที่จะไปได้เจอกันในเวลาที่แสนจะพอดี อย่างไรก็กรรมกำหนด

กรรมจัดฉากไว้ให้ต้องไปเจอ และรู้สึกไปอย่างนั้น จนกระทั่งจิตส่งออก ทะยานออกไปเกาะเกี่ยวยึดไว้

หลงไปยึดเอาว่าของโยม คนของโยม ไปแปะป้ายว่า นี่เป็นคนที่โยมต้องการ นี่เป็นแฟนโยม ต้องดีกับโยม ห้ามไปดีกับคนอื่น

พอเชื่อใจ คลายความคลางแคลง มั่นใจว่าใช่แน่ๆ มอบทุกอย่างให้หมด อาจจะแต่งหรือไม่แต่งก็สุดแท้แต่ ก็จะถึงเวลาที่ของจริงส่งผล แสดงตัวจริงของจริงให้เห็น ใจก็ “จี๊ด” ขึ้นมาจนกระทั่งต้องไปถาม...

อาจจะเริ่มด้วยการถามเพื่อน หรือไม่ก็ไปถามเจ้าคู่กรณี ว่าเดิมไม่ใช่อย่างนี้ ทำไมเปลี่ยนไป ที่รับปากไว้ ที่สัญญาไว้ ทำไมไม่ทำ

ปรับโทษ อาละวาด ตีโพยตีพาย นี่กรรมทั้งนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้ายังมีความเห็นยึดมั่นว่า ความรู้สึกเป็นโยม ความคิดนี้เป็นของโยม ก็จะเชื่อความรู้สึกและความคิด โดยจะหลง คิดไปเองแต่แรกว่าเขาคนนั้นต้องดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือมีใจพร้อมจะเชื่อไปก่อนอยู่แล้ว พอเขาพูดโน่นพูดนี่นิดหน่อยก็ทึกทักเอาเองว่าต้องใช่อย่างนั้น อย่างที่ใจขอมา

แน่นอน โยมจึงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ เป็นคู่ มีความสัมพันธ์ หลงรักคนที่ในอนาคตต่อไปจะรวมน้ำใจโยม ซึ่งเป็นผลจากการที่โยมเชื่อความรู้สึกและความคิดไปเองว่าเป็น “ของเรา” 

ความจริง เขาไม่ได้เป็นอย่างที่โยมคิด เป็นโยมที่เข้าใจผิดไปเชื่อใจที่สั่งมาเอง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น แทนที่จะรู้ตัว เห็นตามจริงว่าเป็นโยมที่คิดไปเอง ก็กลายเป็นโทษกันระหว่างสองฝ่ายไปแทนว่าไม่รักษาสัจจะวาจาที่เคยมีให้กันสมัยความหลงยังครอบงำอยู่ และสร้างกรรมใหม่ต่อกันไปอีกโดยไม่ได้ใช้หนี้กรรมเก่า เป็นกงกรรมกงเกวียน หรือกฎแห่งกรรม

กฎแห่งกรรมนั้น ไม่เคยไม่เที่ยงตรง สร้างเหตุไว้อย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้นแน่นอน!?! .....ขอเจริญพร

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

เกลียดแม่มีชู้ - ทิ้งหนูไว้กับพ่อ
แค้นไม่เผาผี!! หลวงพี่ปลุกจิต
ตระหนักคิดให้ดี ใครเบ่งออกมา
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคนฉบับนี้ มีโยมสีกาท่านหนึ่งโทร.เข้ามา หลังชม รายการคิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝน จบ!

โยมบอก เครียด กลุ้ม ไม่สบายใจ โกรธเกลียดแม่มาก อาตมาถามเรื่องอะไร ทำไมถึงเกลียดแม่


แม่หนูไปมีชู้ นอกใจพ่อ มีผู้ชายคนใหม่ หนูรับไม่ได้กับการกระทำของแม่ รู้สึกมันเป็นตราบาปในชีวิต ทำไมต้องลิขิตให้เกิดขึ้นกับหนู

ในความรู้สึกของหนูพ่อผิดอะไร ทั้งๆที่พ่อก็เป็นคนดี ดูแลแม่ไม่บกพร่อง อยู่อย่างมีความสุข แม่กับพ่อไม่เคยทะเลาะกัน ฐานะทางบ้านอยู่ในขั้นปานกลาง ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ทำไมแม่ถึงทำกับพ่อได้ขนาดนี้

ทุกวันเห็นพ่อเศร้า ไม่เป็นอันกินอันนอน ยิ่งทำให้หนูเกลียดแม่มากขึ้น สงสารพ่อ รู้สึกโกรธแทนพ่อ


ถึงแม้วันนี้ทั้งคู่หย่าขาดจากกันแล้ว ความรู้สึกไม่ดีก็ยังมีอยู่ หนูตั้งใจว่าถ้าแม่ตาย จะไม่ไปเผาผี นี่คือความคิดของลูกสาว อาตมาฟังเรื่องทั้งหมด รู้สึกสลดใจ ในอคติ

ก่อนอื่น ต้องถามลูก ใครเบ่งเราออกมา ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ตลอด 9 เดือนสุดทรมาน พอคลอดออกมา เลี้ยงดูในยามที่เป็นทารก แม่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องอาบน้ำอาบท่า ดูแลทำให้สารพัด

พอเริ่มโตขึ้นมา พาไปเข้าโรงเรียน ส่งจนจบ ทำงานทำการ ก็หนีไม่พ้นคนเป็นแม่

ถึงแม่จะทิ้งไป โดยไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ท่านก็มีความผิดเป็นของท่านอยู่แล้ว ยิ่งเอาแต่ความสุขความสบาย ไปเป็นชู้กับชายใหม่ ที่ไม่ใช่พ่อของหนู นี่ก็ผิดศีลกาเมฯ เข้าไปอีก ท่านบาปเต็มตัวของท่านอยู่แล้ว

ส่วนที่ท่านมีเรื่องกับพ่อหนู จะทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน เป็นเรื่องระหว่างท่านกับพ่อของเราเท่านั้น

สำหรับตัวเรา หลวงพี่อยากฝากแง่คิด เวลาเรามองพ่อแม่ ขอให้มองอย่างนี้ สัตว์โลกเวลาจะเกิด มีความจำเป็นต้องมีต้นแบบ สมมติว่า เรามีก้อนดินเหนียว ถ้าเราได้แบบพิมพ์เป็นรูปถ้วย เอาก้อนดินเหนียวอัดเข้าไปในแบบพิมพ์ เราก็ได้ถ้วยมาใช้

ถ้าได้แบบพิมพ์เป็นชาม เราก็ได้ชามมาใช้ มีแบบพิมพ์เป็นตุ๊กตา เอาดินอัดเข้าไปในแบบพิมพ์ตุ๊กตา เราก็ได้ตุ๊กตาไว้ดูเล่น ถ้าเราได้แบบพิมพ์ที่เป็นพระพุทธรูป เอาดินเหนียวอัดเข้าไปในแบบพิมพ์พระพุทธรูป เราก็ได้พระพุทธรูปมากราบไหว้บูชา

ดินเหนียวก้อนเดียวกัน เมื่อได้แบบพิมพ์ไม่เหมือนกัน ดินก้อนนั้นมีค่าไม่เท่ากัน ถ้าไม่มีแบบเลย ดินก้อนนั้นเป็นแค่ดินเละๆ ไม่มีค่าอะไร

คนมาเกิด ต้องมีต้นแบบ ถ้าได้ต้นแบบพ่อแม่เป็นวัวควาย ลูกมาเกิดก็ต้องเป็นวัวเป็นควาย

ถ้าต้นแบบพ่อแม่เป็นลิง ลูกก็เป็นลิง ถ้าต้นแบบเป็นคน ลูกก็เป็นคน

ถามตัวเองก็แล้วกันว่า เราที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง ด้วยบุญแต่ชาติปางก่อนอย่างนี้ ถ้าตอนเกิดไปเข้าท้องลิง พอคลอดออกมาจากท้องแม่ร้องเสียงเจี๊ยกๆ เป็นลิงออกมา แล้วเราจะทำอะไรได้แค่ไหน

แม่ที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ท่านก็มีความผิดเป็นของท่านอยู่แล้ว

หรือถามตัวเองอย่างนี้ว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการเกิดมากับพ่อแม่ที่เป็นคน แล้วพ่อแม่ไม่เลี้ยง ปล่อยให้เติบโตอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กอนาถา กับเกิดมาได้พ่อแม่ที่เป็นลิง และเลี้ยงดูเราซึ่งเป็นลูกลิงมาอย่างดีจนโต อย่างไหนจะมีค่ากว่ากัน

เกิดเป็นลิงเอาไหมล่ะ? เราก็ไม่เอา เพราะอะไร เพราะว่ารูปร่างของเราที่เป็นคนเป็นรูปร่างที่เหมาะแก่การทำความดีได้ทุกรูปแบบ จะให้ทาน จะรักษาศีล หรือนั่งสมาธิภาวนา เราก็ทำได้ทั้งนั้น

แต่พอรูปร่างเป็นสัตว์แล้วทำความดีอะไรก็ไม่ได้ ที่ฉลาดเฉลียวอย่างพวกเราน่ะ ถ้าได้รูปร่างเป็นลิงร้องเจี๊ยกๆ อยู่ในป่า ทำความดีอะไรไม่ได้เลย

ฉลาดแบบลิง เป็นลิงจ่าฝูง พาพรรคพวกห้อยโหนโจนทะยาน ทำอะไรไม่ได้

หรือฉลาดอย่างพอได้รูปร่างเป็นเต่าคลานงุ่มง่าม ถามว่าจะไปทำอะไรได้ ก็ฉลาดไป อย่างมากก็เป็นเต่าที่ฉลาดที่สุดในโลก แต่ก็เป็นได้แค่เต่าเท่านั้น

เมื่อได้เกิดเป็นลูกคน พ่อและแม่ท่านจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงก็ช่าง จงขอบคุณท่านที่อุตส่าห์ให้ต้นแบบที่เป็นคน

ส่วนที่เลี้ยงให้โตมานี่ล่ะ เป็นบุญคุณส่วนเกินที่แถมให้เป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ ยิ่งมีสมบัติทิ้งไว้สัก 10 ล้าน 20 ล้าน หรือ 100 ล้าน ยิ่งเป็นบุญคุณล้นเหลือ

แค่เพียงท่านให้ต้นแบบที่เป็นคนมานี้ ตลอดชาติก็ตอบแทนไม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปเกลียดหรือไปทำอะไรให้ท่านเสียใจ มันเป็นบาปอย่างมหันต์นะลูกๆทั้งหลาย

สุดท้ายนี้ขอฝากไปยังลูกๆและพ่อแม่ทุกคน ควรมีเหตุผล รู้จริง พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ความเห็นถูก ภาษาพระเรียก สัมมาทิฐิ คือความเห็นถูก เข้าใจถูก

หลักเหตุและผลที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีผลบังคับต่อทุกสรรพชีวิตในโลก ส่งผลในทางดี มีประโยชน์แก่ชีวิต

ทรงสอนให้มองการณ์ไกล เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จากชาตินี้สู่ชาติหน้า จนกว่าจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้สำเร็จ

ดังนั้นทุกจังหวะชีวิต ตัดสินใจทำอะไร ไม่ทำอะไร ดำเนินชีวิตไปสู่จุดไหน จำเป็นต้องคิดและชั่งน้ำหนักให้ดีถึงผลดีผลเสียของการกระทำ

สิ่งที่ควรทำคือยอมรับและแก้ไข ทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม อย่าให้ผิดพลาด โยมเป็นผู้ลิขิตชีวิตที่ดีให้แก่ตนเองได้ พ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ย่อมมีค่ากว่าคำสอนที่ดี

ต้องฝึกเป็นคนรู้จักให้ ให้ทาน ให้อภัย ฝึกความเคารพ เคารพพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นเรื่องจำเป็น ต้องรีบสอนรีบทำให้เป็น เพราะเป็นทางไหลมาแห่งคุณความดีในตัว ฝึกมองผลกรรมในอนาคต ส่งผลไปถึงชาติหน้า ละโลกไปแล้วยังส่งว่าจะไปนรกหรือสวรรค์ พอได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ยังตามมาเป็นที่พึ่งให้เราอีก ตามมาเป็นพวกพ้องได้อีก เป็นโปรแกรมชีวิตให้อีก

หากโยมมองเห็นภาพรวมชีวิตเฉกเช่นนี้แล้ว ย่อมมองเห็นเส้นทางชีวิตอันยาวไกล ทุกสิ่งที่ทำให้แก่ตนเองในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าจรดเข้านอน ควรประกอบเหตุเช่นไรเพื่อผลในอนาคตอย่างไร

ทุกอย่างในอนาคตเป็นไปได้ตามศักยภาพของโยม ต้องลิขิตเอง เลือกเองและลงมือทำเองแล้ว ในที่สุดความเป็นคนมีเหตุมีผล ไม่เป็นคนเชื่อง่าย ไม่ถือมงคลตื่นข่าว สร้างงานเป็น สร้างเงินเป็น สร้างคนเป็น ก็จะเกิดขึ้น

ด้วยเหตุที่โยมได้ทำความดีมาจนคุ้นชิน และได้ศึกษากฎแห่งกรรมจนเข้าใจอย่างถ่องแท้นั่นเอง...ขอเจริญพร

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

จุดไฟในใจ ‘คนดูแล ผู้ป่วย - ผู้สูงวัย’
ปฏิบัติอย่างไร? ไม่ให้ทะลุกลางปล้อง
ภาวนาคุณธรรม - ธรรมปกติของพุทธเจ้า

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้อาตมานำเรื่อง การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงวัย เพื่อให้แง่คิด ในการปฏิบัติต่อญาติของเรา อย่างสุข คลายเครียด หมดความกังวลไม่ ทะลุกลางปล้อง อีกต่อไป

ชนวนเรื่องนี้เกิดที่โรงพยาบาลนครปฐม นิมนต์อาตมาไปพูดเรื่องนี้ มีผู้ฟังก็คือญาติที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ เครียด อาตมาเริ่มด้วยการดึงสติจาก จิตส่ายออก ให้กลับมา ฉุกคิดถึงคำว่า คุณธรรม ย้ำเตือนสติ

การดูแลผู้ป่วยถ้าไม่มีคุณธรรม ย่อมทำได้พักเดียว เดี๋ยวก็เบื่อหน่าย ท้อแท้

นี่คือสาเหตุที่อาตมานำเรื่องนี้มาพูด และพูดให้โยมเห็นภาพความจริง เนื่องเพราะเหตุการณ์เฉกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นกับอาตมา ในห้วงที่มีโอกาสได้ดูแล พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล คราท่านอาพาธ

คนทุกคนหนีไม่พ้นหลักธรรมแห่งการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เมื่ออาตมาเริ่มบวชเป็นพระ ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อพูล ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดูแลตอนที่ท่านแข็งแรง จวบจนอ่อนแรง เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด

พอวันเวลาผันผ่านไป สิ่งที่อาตมาต้องเผชิญ คือการเจ็บป่วยของหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ฉะนั้นการป่วย จึงเป็นหัวข้อที่สำคัญ ที่สุดในชีวิตมนุษย์

พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อป่วย ต้องไปปรึกษาแพทย์ พยาบาล อาตมาอุ้มท่านไปโรงพยาบาล ด้วยความที่อาตมาเป็นคนตัวใหญ่ ก็เลยอุ้มได้สบาย

ห้วงนั้นคิดอยู่ว่า จิตสำคัญ ถามว่าสำคัญตรงไหน ตรงหัวใจระลึกนึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลา ด้วยความ “ความกตัญญูกตเวที” ทำให้อาตมาสามารถช่วยเหลือท่านด้วยความสุขใจ และไม่ว่าใคร ที่มีพระคุณ เป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ถ้าเรามีความกตัญญูกตเวที ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน รู้บุญคุณคน จะทำให้เรามีกำลังใจ ช่วยเหลือท่าน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแล และสามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ส่วนการรักษาพยาบาล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอ

และที่อาตมาจะสอนพวกโยม คือเรื่องผู้ป่วยปัสสาวะอุจจาระออกมา โยมต้องมีจิตนึกกลับไปว่า ถ้าโยมมาเป็นอย่างนี้บ้าง จะมีใครมาทำให้โยมอย่างนี้รึเปล่า ญาติโยมลองนึกดู

เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ทำไมโบราณถึงสอนว่า คนเราต้องมีลูกมาสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล เพื่อคอยดูแลยามแก่เฒ่า สังเกตได้เลย มนุษย์ส่วนใหญ่คิดแบบนี้เหมือนกันหมด

แต่บางคนที่ได้รับตรงนี้มา ไม่ทำตามปณิธาน เห็นพ่อแม่ป่วยก็ปล่อยปะระเลยไม่สนใจ จนท่านกลายเป็นคนที่ไร้ญาติ

อาตมาถึงได้บอกว่า ถ้าเรามีใจที่จะกตัญญูกตเวที อาตมาคิดว่าทุกคนต้องช่วยดูแลท่านจนหมดลมหายใจ

อาตมาเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้ว แค่ลำพังหาปัจจัยมารักษาท่านรวม ๆแล้ว 10ล้านบาท อาตมาจะไปหาที่ไหน แต่อาตมาคิดอย่างเดียวว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้แสงสว่างนำทางชีวิตเรา ต้องดูแลท่านจนถึงสิ้นสุดของชีวิต

อาตมาเห็นท่านจนหมดทุกอย่าง ทุกลมหายใจ

น้ำตา ที่เรากั้นเอาไว้ไม่ได้ ด้วยความที่อาตมาเคยดูแลท่านมาตลอดเวลาไม่เคยห่างกัน ไม่ว่าใครถึงวันนั้นจริงๆ ต้องพบกับคำว่าสิ้นสุด เป็นวัฎจักรชีวิต ครบถ้วนสมบรูณ์แบบ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ประโยคนี้ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ มักจะเทศน์ให้ญาติโยมฟังเสมอ

หัวใจสำคัญอาตมาไม่อยากให้ญาติโยมเบื่อหน่ายกับการดูแลผู้ป่วย ให้นึกไว้อย่างเดียว ความกตัญญูกตเวที

มีเหตุการณ์หนึ่งที่อาตมาจะเล่าให้ญาติโยมฟัง เป็นเรื่องของของโยมผู้หญิงท่านหนึ่ง อาตมาเรียกท่าน “รองพิกุล” เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม

อยู่มาวันหนึ่ง “รองพิกุล” มาหาอาตมาที่วัด บอกญาติเสียชีวิต อาตมาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ช่วยเหลือกันไปตามมีตามเกิด

จนวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกัน ท่านเล่าให้ฟัง โยมคนที่ตายนะไม่ใช่ญาติ แต่เป็นแฟนที่ป่วยเป็นอัมพฤต เมื่อหลายปีก่อน อดีตเขาเป็นสัสดีไปนำตัวทหารเกณฑ์ที่หนีทหารเพื่อมามอบตัว กลับเข้าสู่กรมกอง ที่จังหวัดพิษณุโลก พอได้ตัวแล้วนำขึ้นรถประจำทางกลับไปส่ง ปรากฏรถเกิดอุบัติเหตุทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่รองพิกุลดูแลอย่างดี ไม่ทอดทิ้ง

เพื่อนๆ พูดว่าไปดูแลทำไม ญาติก็ไม่ใช่ แต่ท่านบอกไม่ได้หรอก ฉันสงสารเขาและที่ฉันดูแลเขา ไม่ได้คิดว่าเป็นแฟนหรือว่าอะไร ดูแลด้วยจิตใจที่สงสารจริงๆ

ถ้า “รองพิกุล”ไม่มีจิตคิดสงสาร ป่านนี้โยมผู้ชาย ก็คงจะตายไปนานแล้ว

ญาติโยมทุกท่าน จงจำไว้เลยว่า คนที่เป็นผู้ป่วยเขาต้องการคนดูแล

ยกตัวอย่างหลวงพี่เอง ก็เป็นบาหวาน แต่มีลูกศิษย์ลูกหาคอยถามคอยดูแล แค่นี้หลวงพี่ก็มีความสุข

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลก็เหมือนกัน เมื่อก่อนหลวงพี่ดูแลท่านตลอด คอยป้อนข้าวป้อนยา บางทีอาตมามีกิจจำเป็นต้องไปทำ ให้คนอื่นมาดูแลแทน ปรากฏว่าข้าวท่านไม่ยอมฉัน เป็นความใกล้ชิด เป็นความผูกพัน ที่ตัดกันไม่ได้!!!

เหมือนกับโยมแม่ของอาตมา ต้องดูแลท่านตลอด อยู่กุฏิห้องติดกัน เพราะดูแลง่าย เวลาไปโรงพยาบาล อาตมาให้เด็กพาไป แล้วกลับมารายงาน

โยมแม่อยากไปไหน ก็ให้ท่านไป เพราะท่านไปแล้วมีความสุข อาตมาก็มีความสุข และสิ่งที่ไม่สนับสนุน ญาติโยมที่พ่อแม่ตาย แล้วไปเคาะโลงศพเรียกมากินข้าวกินน้ำ ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ท่านคงคิดในใจ “ตอนกูอยู่ ไม่ให้กิน แถมดุด่าว่ากล่าว พอกูตายทำมาสนใจใยดี” แล้วจะมีประโยชน์อะไร???


ส่วนอีกจำพวกหนึ่ง พอมีครอบครัว ทิ้งพ่อทิ้งแม่ไม่ดูแลสนใจ ไม่ไปเยี่ยมไปหา นานๆจะไปเสียที ทิ้งเงินให้บ้าง

ถามว่าท่านอยากได้เงินหรือไม่ จริงๆแล้วท่านไม่อยากหรอก ท่านอยากได้การดูแลเอาใจใส่มากกว่า เพราะอย่างนี้ อาตมาถึงต้องเอาโยมแม่มาอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลท่านด้วยความกตัญญูกตเวที ตามที่โบราณกล่าวไว้ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กายรับใช้ใจ ถ้ารักษาใจได้แล้ว ก็นับว่าประเสริฐ

เพราะฉะนั้นต้องปลงใจให้ได้ กายเป็นเรื่องของแพทย์ ไม่ต้องไปกังวล มาดูแลรักษาจิตไว้ ด้วยวิธีมีสติ สติเป็นเหมือนเชือก เอาเชือกผูกใจไว้ ไม่ให้ดิ้น เหมือนลิงอยู่ไม่สุข

พระพุทธเจ้าสอน ให้จับลิงคือจิตนี้ เอาเชือกผูกไว้กับหลัก หลักคืออะไร หลักก็คือสิ่งที่ดีงาม

เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เลื่อนลอย ไม่สับสนวุ่นวาย

นำมาผูกไว้กับสิ่งที่ดีงามตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ภาวนาคำว่า “คุณธรรม” เพราะคำว่า “คุณธรรม” นี้ เป็นคำดีงาม คุณ +ธรรม คือคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ เป็นความบริสุทธิ์ แสดงถึงปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ ความตื่น ความเบิกบาน รู้สังขาร รู้โลก ตื่นจากความหลับใหล ไม่ลุ่มหลงมัวเมายึดติด จิตโปร่งใส

อาตมาขอส่งเสริมกำลังใจให้โยมทุกท่าน ได้มีจิตใจที่สงบ มีจิตใจที่แน่วแน่ผูกรวมอยู่กับคำว่าคุณธรรม ตลอดเวลา และขอให้ทุกท่าน ที่กำลังดูแลญาติที่เจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้ จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั่วกันทุกท่านทุกคนเทอญ....ขอเจริญพร

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

โยมผู้มีพระคุณ ล้มป่วย จิตตก กังวล สับสนใจ!!!
จุดประกาย “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” รวย จน หนีไม่พ้น
วิบากกรรมย้ำ “เร่งสะสม บุญ ให้ทาน สานบารมี”

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน เมื่อเร็วๆนี้ อาตมาไปเยี่ยมลูกศิษย์ ซึ่งป่วย รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ก่อนหน้านี้ โยมหายเงียบ เก็บตัวติดต่อไม่ได้

สุดท้ายทราบข่าวป่วยหนัก อาตมารีบไปเยี่ยมถามไถ่ทุกข์สุข ในฐานะญาติสนิทที่ไม่เคยลืมเลือน

อาตมาไปเยี่ยมเมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ที่บ้านพักย่าน มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 เขตบางนา พร้อมโยมนกน้อย บริพันธ์ ชัยภูมิ และโยมลอร์ด สยม สังวริบุตร
พอเห็นตกใจกับการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเแข็งแรง หน้าตาสดใส ร่าเริง บัดนี้หน้าตาซีดเซียว หน้าตอกผอมลง ขาทั้งสองข้างบวมใหญ่ อย่างเห็นได้ชัด

โยมบอกรู้ว่าเป็นโรคมะเร็ง ตอนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ช่วงแรกๆทำใจไม่ได้ ไม่อยากพบใคร ไม่กล้าบอกให้รู้ “เพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย” ไม่ให้มาบ้าน ไม่ยอมให้มาเยี่ยม เพราะช่วงนั้นยังสบสน ฟุ้งซ่าน เครียด กังวล

บอกหลวงพี่ตามตรง “โยมจิตตก”

แต่วันนี้โอเคแล้ว พร้อมเปิดรับทุกคน เพราะเริ่มทำใจได้แล้วในระดับหนึ่ง....

อาตมาก็เลยตำหนิไปว่า เราเหมือนพี่น้องกัน เป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายแท้ๆ ไม่เคยคิดเป็นอื่น และที่ผ่านมาโยมช่วยเหลืออาตมาและที่วัดไผ่ล้อม มาโดยตลอด มีอะไรทำไมไม่บอกกัน ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

จงจำไว้โยมเป็นคนใจบุญ ทั้งชีวิต อุทิศอุปถัมภ์ค้ำชูยอยกพระพุทธศาสนามาตลอด กลัวอะไรกับแค่การเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกคนต้องเจ็บป่วย ไม่ใช่เป็นเฉพาะโยมคนเดียวเสียเมื่อไร เขาเป็นกันทั้งโลก แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเคยป่วยเลย!!!

ย้อนกลับมาคิดที่ตัวโยม สร้างกรรมความดี และสะสมบุญมามากมาย โดยเฉพาะบุญที่สร้างไว้มีล้นเหลือ ไม่ต้องกลัว สิ่งที่ทำไว้ มันสูงมากพอ ที่จะมาเกราะเป็นบารมีคุ้มกันให้หายวันหายคืน ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

ส่วนการรักษาพยาบาลนั้น มันหยุดไม่ได้ ว่ากันไปตามวาระเหตุการณ์แห่งความจำเป็น ตามครรลองทางโลก

ในทางธรรม ต้องรักษาทางใจให้ได้เสียก่อน ถ้าลองขวัญกำลังใจมาดีแล้ว ชนะทั้งหมด ความเจ็บปวดทำอะไรโยมไม่ได้แน่นอน

“จิต สมาธิ ศีล ปัญญา คือมหากำลังใจสำคัญที่สุด”

วันนี้อาตมามาเยี่ยมโยม เพื่อต้องการมาเปิด ม่านบังตา ม่านบังใจทั้งหมด ที่โยมมีอยู่ มันประกอบด้วยความกังวล สับสน วุ่นวาย มีสนิมในใจ ต้องล้างให้สะอาด เพื่อคราบร้ายมลายหายไป

เริ่มต้นใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ และให้คิดว่าโรคมะเร็งร้ายคือวิบากกรรรม มันเป็นเพียงกรรมเก่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกคนต้องมี ไม่มีใครหนีพ้นวิบากกรรม ไม่มีใครหนีพ้น การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย

ถ้าคิดได้เยี่ยงนี้ โยมก็จะสุขใจ แต่ต้องอย่าลืมความกล้าในการเผชิญหน้า ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ได้ แม้ความเครียด วิตกกังวล อาจจะเกิดขึ้นได้ก็ตาม ต้องรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ ต้องมีความหวัง ต้องไม่ท้อถอย

จุดนี้จะทำให้ทนต่อความเจ็บปวดได้ จะสบายตัว และผ่านพ้นไปได้ อย่าโทษตัวเอง ยอมรับความเจ็บป่วยให้ได้ ปรับจิตใจ ฝึกสร้างกำลังใจให้กับตนเอง แม้จะรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่โยมอย่ายอมแพ้ อย่าสิ้นหวัง กล้าที่จะยอมรับความจริง และพร้อมจะยืนหยัดอยู่ต่อไป แม้เป็นไปด้วยความยากลำบากก็ตามที

แต่อาตมามีวิธีทางธรรมะ สามารถสร้างขวัญกำลังใจ ปลูกฝังให้โยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขณะนี้ มีหัวใจที่ดี มีทัศนคติที่เป็นบวก

อาตมาไปเยี่ยมโยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายราย เน้นให้ธรรมะ ในคำพูดที่สร้างกำลังใจที่ดี เพราะนั่นย่อมสร้างความคิดให้เป็นจริงได้ง่ายกว่า

การจุดไฟให้แสงสว่างในใจคนที่เป็นมะเร็ง กำลังใจ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงประเด็นที่สุด เพราะกำลังใจ สามารถเป็นสะพาน เชื่อมโยงไปสู่ชัยชนะ หรือความสำเร็จได้ เป็นการกระตุ้นให้มีพลัง สร้างจินตนาการ ความฝันให้เป็นจริงได้

อาตมายึดหลักการสอนโยมผู้ป่วย ใช้ทัศนคติในทางที่ดี คือทางบวก คิดบวก ทำบวก ให้โยมฝึกปฏิเสธตนเองในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ตามใจตนเองในการคิดสิ่งไม่ดี กระทำไม่ดี พูดไม่ดี

โยมต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในความคิด ตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยตนเอง พยายามหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว โดยระงับความโกรธ ความกลัว ความพยาบาท และความวิตกกังวลต่างๆ

จงจำไว้ว่าต้องร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดแต่สิ่งดีๆ ที่ทำให้สบายใจ

สร้างกำลังใจจากงานที่ทำอยู่ ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ขยันขันแข็ง รู้คุณค่าของเวลา และพอใจในตำแหน่งหน้าที่ของตน ทำจิตใจให้มั่นคง มีสติ และสมาธิอยู่เสมอ

แนวความคิดเหล่านี้ ช่วยทำให้โยมที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในขณะนี้ มีกำลังใจงดงาม ทำให้เกิดเป็นทัศนคติในทางบวก เพื่อสามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ได้อย่างราบรื่นตลอดไป

ท้ายสุดนี้ ขอฝากเรื่อง การบอกความจริงแบบเสริมกำลังใจให้คนไข้ ญาติๆอย่าสูญเสียกำลังใจ อย่าคิดแทนคนไข้

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องเป็นหลักยึดให้คนไข้ เพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ญาติต้องมาช่วยรักษา เช่น ทางธรรมชาติบำบัด คุมอาหาร ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ เพิ่มภูมิต้านทานให้ดีขึ้น

เรียกว่า ร่วมมือร่วมใจกัน เอาชนะมะเร็ง โดยผนวกการตระหนักในความเป็นอนิจจังของสังขาร ตระเตรียมตนเองทางจิตวิญญาณ จักส่งผลดีเพื่อเข้าถึงโลกุตรธรรม อันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตอีกด้วย
นัยความเป็นไปของคนป่วยหนัก ถ้าไม่ใช่เป็นผู้มีปัญญา หรือ ไม่ได้สะสมบุญไว้มาก
ย่อมจะเกิดทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจเป็นธรรมดา

ส่วนผู้ที่มีปัญญาและผู้ที่สะสมบุญไว้มาก ทั้งมิได้ประกอบอกุศลกรรมไว้ ย่อมไม่เกิดทุกข์ทางใจ แม้จะมีทุกข์ทางกายบ้าง

ดังนั้น ในชีวิตขณะที่ปกติ ถ้าไม่สะสมการฟัง การเห็นประโยชน์ของพระธรรมในขณะที่ป่วยหนักจะสนใจฟังพระธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะความเจ็บปวดทางกาย และจิตใจเศร้าหมอง ขาดศรัทธา การเห็นประโยชน์ก็ไม่มี


และก่อนหน้านี้เขาก็ไม่สนใจ นอกจากจะนำเสนอเพียงเรื่องเบาๆ พื้นๆทั่วไป เช่น พุทธประวัติ ชาดก เป็นต้น ก็อาจจะทำให้จิตเปลี่ยนจากความกังวลความทุกข์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ฉะนั้นพระธรรมคำสอน เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการละคลายอกุศล เป็นไปเพื่อการดับกิเลส ดับทุกข์

เพราะฉะนั้น พระธรรม จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้วแต่ชาติปางก่อน ส่วนผู้ที่ไม่ได้สะสมบุญย่อมไม่ได้ประโยชน์จากพระธรรม ย่อมเป็นสิ่งไม่มีค่าสำหรับเขา ซึ่งตรงกับคำว่า “ธรรม ไม่ได้สาธารณะกับทุกคน” ต้องเกื้อกูล ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดี หวังดีทุกเมื่อ เพราะเมตตาแล้วไม่ทุกข์ แม้ผู้นั้นไม่รับฟังคำแนะนำ แต่ถ้ารับฟัง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา และขอให้ญาติโยมทุกท่านทำหน้าที่ให้ดีที่สุด.......ขอเจริญพร


วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

กิจของสงฆ์ ต้องทำวัตรเช้า-เย็น ห้ามขาด
กุศโลบาย ใครไม่ทำ เจ้าอาวาส ‘ปรับเงิน’
จุดไฟ อยู่อย่างประชาธิปไตย ภายใต้เหตุผล

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน ตลอดทั้งอาทิตย์ อาตมารับโทรศัพท์ จากหลายวัด โทร.ปรึกษา เรื่องการทำวัตร ที่พระเณรส่วนใหญ่ขี้เกียจไม่ยอมทำ อ้างสารพัด และสุดท้ายเริ่มขาดหายไปจนหมด เฉกเช่นคำฮิต “มาสายเป็นนิจ ล่ากิจเป็นประจำ การงานชอบเลี่ยง ส่งเสียงเอะอะ” ส่งผลให้สมภารเอือมระอา ขอความเมตตา “ช่วยจุดไฟในใจพระเณร หน่อยเถอะ หลวงพี่น้ำฝน”

มีข้อสงสัยทำไมพระวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรเช้าเย็น เป็นระเบียบ ถามอาตมา “ใช้เทคนิคสูตรเด็ดอะไร ในการบริหาร”
ก่อนอื่นขอเล่าอดีตที่ผ่านมา คราหลวงพ่อพูล ยังมีชีวิต อาตมารับใช้ใกล้ชิดสนองงานตามคำสั่งมอบหมาย

หลวงพ่อเป็นพระพูดน้อย ยิ่งพอใกล้ละสังขาร ไม่พูดเลย นิ่งเป็นใบ้ ได้รับสมญา “พระจริงต้องนิ่งใบ้”

พอท่านใบ้แล้วใครจะทำหน้าที่ อาตมาสวมวิญญาณร่างทรง ทำหน้าที่ตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ”

หลังท่านละสังขาร มีการประชุมเลือกเจ้าอาวาส ที่วัดใช้ระบบประชาธิปไตย พระทุกรูปลงมติเลือกให้อาตมาเป็นเจ้าอาวาส

อาตมาขึ้นครองตำแหน่ง ด้วยพื้นฐาน เป็นคนไม่ชอบใช้อำนาจ ไม่นิยม “ฟาดงวงฟาดงา” เน้นปรึกษา เจรจาโต๊ะกลม ใช้เหตุผล ใครมีอะไรดีกว่า นำมาโต้แย้ง แล้วสรุปเป็นเอกฉันท์

วัดไผ่ล้อม บริหารงานด้วยวิธี ลองผิดลองถูก มาแล้วมากมาย อันไหนไม่ดี ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุง ไม่นิยมทำงานแบบ  “เช้าชามเย็นยาม” ไม่มีเด็กเส้น ไม่มีพวกมากลากไป ไม่แบ่งกลุ่มแบ่งพวก ที่วัดมีพวกเดียวคือ “พวกเจ้าอาวาสทั้งวัด”

หัวใจสำคัญวัดไผ่ล้อม เน้นความสะอาด อันดับแรกวัดต้องสะอาด พระเณรทุกรูปต้องทำงาน กวาดลานวัด ล้างโบสถ์ คืองานหลัก ต้องทำทุกวัน เป็นการแบ่งหน้าที่ มีตำแหน่งเหมือนทีมฟุตบอล มีศูนย์หน้า กองกลาง ปีกซ้าย ปีกขวา ศูนย์หน้า ประตู ทุกรูปมีหน้าที่ ไม่มีใครรังเกียจเดียดฉันท์ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนงานรองลงมาคือ เวลาทางวัดมีงานด่วน มีงานเฉพาะกิจ ต้องการระดมพล อาตมาเป่านกหวีด เมื่อไหร่ ต้องมาครบ ช่วยกันรุมทำให้เสร็จทันการณ์ นี่คืองานที่ต้องการความสามัคคี รวมพลัง พระเณรทุกรูปล้วนสนุกกับงานแบบนี้ เพราะทุกรูปมีพื้นฐานที่รักกันอยู่แล้ว จึงอยากที่จะช่วยกันด้วยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ

ส่วนเรื่องของหน้าที่หลัก หัวใจของคณะสงฆ์ที่บวชเข้ามาแล้วทุกรูปต้องปฏิบัติ นโยบายของอาตมาในฐานะสมภาร คือ ต้องสวดมนต์ทำวัตรเช้าในเวลา ตีห้าถึงหกโมงเช้า แล้วก็ไปบิณฑบาต ทำภารกิจส่วนตัว ส่วนช่วงเย็นเวลาห้าโมงถึงหกโมงเย็น ก็ต้องทำวัตรสวดมนต์เย็น ตามกฎระเบียบที่วางไว้

ใหม่ๆยังหาวิธีที่แยบยลไม่ได้ มีขาดมีหายกันไปบ้าง อาตมาใช้วิธีทำโทษ ให้ทำความสะอาดในจุดต่างๆตามสมควร หรือตัดกิจนิมนต์

ปรากฏว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล พระเณร ยังคงขาดหายไปเรื่อยๆ แบบไม่เกรงกลัว ไม่อายฟ้าดิน เนื่องเพราะโทษอาจจะเบาไป หรือทุกคนมองเป็นเรื่องธรรมดา “กูจะลาและหายแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไร” เพราะมันไม่มีผลแก่ชีวิต และที่ทำแบบนี้ได้คือพวกหน้าด้านหน้าทนจริงๆ

จากนั้นอาตมาก็ได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วสารพัดวิธี ไม่สำเร็จสักครั้ง

สุดท้ายอาตมาปิ๊งไอเดียใหม่ล่าสุด มั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่นอน นั่นคือถ้าใครขาด ให้ปรับเงิน หนึ่งพันบาทต่อหนึ่งครั้ง โดยออกเป็นกฎเหล็ก ห้ามขาด ห้ามลา ยกเว้นถ้าใครมีภารกิจจำเป็นจริงๆลาได้ แต่มีข้อแม้ต้องมาลาเป็นการส่วนตัวกับเจ้าอาวาสเท่านั้น

ส่วนเงินที่ปรับลงกองกลาง ตั้งเป็นกองทุนไว้เลี้ยงภัตตาหารพระเณรในยามที่ขัดสน

สรุปวิธีนี้ได้ผลเกินคาด พระเณรไม่มีใครยอมขาด ขยันขันแข็งทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เห็นผลทันตา ส่วนรูปไหนที่ขาดแล้ว บอกไม่มีเงินจ่าย ก็ไปหักจากกิจนิมนต์ โยมใส่ซองถวายมา ก็หัก ณ ที่จ่าย ไม่มีการผ่อนปรน ต้องเด็ดขาด สุดท้ายระเบียบวินัยก็เกิด กลายเป็นความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้ผลเป็นรูปธรรม

นี่คือสิ่งที่อาตมาภาคภูมิใจ ที่ทำให้วัดไผ่ล้อมสะอาดตา รวมถึงพระเณรมีระเบียบวินัย ทำวัตรสวดมนต์ ที่เป็นกิจของสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการเจริญสมาธิอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ครบ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา พระเณรวัดไผ่ล้อมสวดมนต์เก่งทุปรูป และที่สำคัญอาตมามีความเชื่อว่า พระเราต้องสะอาดทั้ง กาย วาจา ใจ มิใช่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แบบผลาญข้าวสุกชาวบ้าน เฉกเช่นที่ญาติโยมเขียนเหน็บไว้ว่า “เช้าเอน เพลนอน กลางวันพักผ่อน กลางคืนมาม่า” หรือที่โบราณชอบว่า พวกพระไม่เห็นจะมีอะไร วันๆก็แค่ “บิน บัง สัง สวด” ขยายความก็คือ เช้าก็บิณฑบาตขอทาน ขอสตางค์ ขออาหาร พอกลับมาวัดก็รับบังสุกุล สังฆทาน สวดมนต์ ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ อยู่ไปวันๆไร้แก่นสาร

อาตมาคิดว่า พระเราต้องปฏิวัติใหม่ พออาตมาได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส จึงพยายามคิดค้นสูตรที่จะทำให้วัดเป็นวัดจริงๆ ให้พระเป็นพระแท้จริงๆ มิใช่มาบวชอาศัยผ้าเหลืองทำมาหากิน

ที่วัดไผ่ล้อม ถ้าใครคิดจะมาบวชที่นี่ ต้องทำใจ ขี้เกียจไม่ได้ เรียนก็ต้องเรียน งานต้องทำ กิจของสงฆ์ยิ่งต้องทำหนัก ให้เน้นความเพียรความอดทนเป็นหลัก ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ และที่สำคัญเน้นประชาธิปไตยล้วนๆ ไม่เอาเผด็จการ!!!

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ฉบับนี้ ถือเป็นการเฉลยเคล็ดลับ ที่ถามกันเข้ามามาก ว่าทำไมพระเณรวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เคร่งครัด มิเคยขาด ปฏิบัติเต็มพิกัดทุกวัน

รวมถึงความสามารถผลพวงที่ตามมาปรากฏ พระเณรทุกรูปสวดมนต์ได้ทุกบท แม่นยำ อักขระชัดเจนถูกต้อง พร้อมเพรียง ไปสวดบ้านไหนมีแต่ญาติโยมชม สวดหนึ่งชั่วโมงเต็ม สมบูรณ์แบบที่สุด

ส่วนเรื่องความสะอาดวัดเราครองแชมป์มานานแล้ว ไม่มีใครลบสถิตินี้ได้

สรุปท้ายสุดนี้ อาตมาขอฝากไปยังผู้ปกครอง ผู้เป็นใหญ่หรือผู้นำสังคมทั้งหลาย ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้น้อยเห็น อาตมายึดหลักการปกครอง ต้องมีคุณธรรมคือขยันหมั่นเพียร ใช้ปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ เมื่อมีคุณธรรม คุณภาพก็จะตามมาเองในที่สุด

การบริหารมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญต้องมีน้ำใจที่ตื่นตัวเสมอ ลุกขึ้นทำงานทุกขณะ คิดไปในทางก้าวหน้าตลอดเวลา และต้องกล้าที่จะเผชิญกับความลำบากในการทำงาน ไม่ว่างานนั้นจะสูงหรือต่ำ

ต้องเดินหน้าเรื่อยไปไม่หยุด ทำต่อเนื่อง “ไม่ใช่ขยันแบบกิ้งก่า วิ่งไปแล้วก็หยุด วิ่งไปแล้วก็หยุด และไม่ใช่ลักษณะพลุ ที่สว่างแวบเดียวแล้วก็หมดกัน”

คนทำงานกับอาตมา “เก่งไม่กลัว กลัวช้ามากกว่า” ต้องรวดเร็ว เรียบร้อย ได้ผลงาน

ข้อคิดทั้งหมดนี้โยมสามารถนำไปใช้ เป็นกลไกบริหาร

ถ้าทำได้ เชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองแน่นอน...ขอเจริญพร

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อาจารย์ตาบอด ‘สู้ชีวิต ปลง ไม่ท้อแท้’ เรียนปริญญาเอก 
หลวงพี่จุดไฟ ‘คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้’
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สัปดาห์นี้อาตมาขอนำพาไปสัมผัสกับวิถีการต่อสู้ชีวิต เพื่อมุ่งมั่นทำความดี โดยไม่ท้อแท้ และเปี่ยมด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว สามารถจัดการกับอุปสรรคปัญหา“น่าชื่นชมยิ่ง”

อาตมานำเรื่องของ “อาจารย์ตาบอด” ท่านหนึ่ง ล่าสุดโยมได้เดินทางมากับแม่และญาติๆ มีเป้าหมายมุ่งตรงมา “วัดไผ่ล้อม”

ปรารถนามากราบสักการะสังขาร “หลวงพ่อพูล” ผนวกกับอยากเจออาตมา ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี ที่โยมใฝ่ใจในคำสอนของ “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

โยมผู้เป็นแม่ บอก “ดีใจมาก ที่ได้เจอหลวงพี่น้ำฝน” และได้เล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟัง.... “โยมเป็นคนจังหวัดขอนแก่นโดยกำเนิด สามีเป็นคนจังหวัดมหาสารคราม รับราชการทั้งคู่ สามีเสียชีวิตเมื่อปีพ.ศ.2546 ปัจจุบันเกษียณแล้ว”

โยมมีลูกชายเพียงคนเดียว ช่วงอายุ 5 ปี ป่วยเป็นโรคลมชัก ส่งผลให้ประสาทตามีปัญหา จากนั้นก็มองไม่ชัดเจน เห็นเป็นภาพเลือนๆ ระหว่างนั้น เรียนอยู่ชั้นอนุบาล อาจารย์ใหญ่ท่านเมตตา ประสานไปยังโรงเรียนสอนคนตาบอด ช่วยอนุเคราะห์ไปเรียนต่อจนจบชั้นม. 6 และมีโอกาสได้ไปสอบที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาคม ในสายศิลป์ ด้วยบุญวาสนาพาไป ลูกชายตาบอดคนนี้ ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ด้วยทุนรอนของพ่อแม่ที่สะสมไว้....

“ถึงแม้ลูกชายจะตาเสีย อยู่ในโลกมืด แต่เรื่องการเรียนไม่เคยเสีย เป็นเด็กดีที่เรียนเก่ง ใฝ่รู้คู่คุณธรรมมาโดยตลอด”
จากนั้นได้เดินทางกลับมาเมืองไทย เข้าเรียนในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล

เส้นทางชีวิต ขณะเรียน ก็ลำบาก เพราะตาบอด ร่วมถึงขณะที่เป็น ครูบาอาจารย์ ก็มีอุปสรรคปัญหาเช่นกัน!!!

การที่เกิดมาเป็นคนมองโลกไม่เห็น มันเป็นความทรมานทุกขณะของการก้าวย่างในชีวิต การเดินทางไม่สะดวก พูดคุยกับใคร ก็สื่อสารได้ไม่สมบูรณ์แบบ

“ปัจจุบันโยมศึกษาระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร มีบ้านพักอยู่ย่านทวีวัฒนา”

เคยมุ่งหวังที่จะมีคู่ครอง แต่ก็ไม่สมปรารถนา วันหนึ่งเธอก็จากลาไปไม่หวนกลับ... โยมต้องกลายเป็นคนตาบอด ที่ต้องอยู่คนเดียว มีแม่ และญาติ มาอยู่ด้วยบ้างในบางโอกาสเท่านั้น

โยมอยู่ในวัย 52 ปี เรียนรู้ และสู้อยู่กับความจริง “ชีวิตไม่ใช่นิยาย แต่ชีวิตคือการต่อสู้” ทั้งต่อสู้กับตนเอง และสภาพสิ่งแวดล้อม

เมื่อมีโอกาสได้พบหลวงพี่น้ำฝน โยมบอก “ดวงตาเริ่มเห็นธรรม ยอมรับกับหลากสิ่งในความเป็นจริงมากขึ้น”

อาตมาแนะให้ “ปลง” ธรรมะสั้นๆกระชับๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้คุณเสมอ ถ้าใช้เป็น?!? รับรองไม่เห็นโทษอย่างแน่นอน....

“ปลง” คือไม่ท้อ ไม่ถอย มองสังขารเป็นตัวตั้ง อย่าไปรั้งมันไว้ ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ สังขารเขาให้เรามาแค่นี้ ถึงจะไม่สมบูรณ์ แต่เราก็เติมเต็มให้มันไม่พร่องได้

ถ้าวันนี้โยมยอมรับทุกเรื่อง ที่เดินเข้ามาในชีวิตได้ โยมก็อยู่ได้อย่างมีความสุข ถ้ายอมรับได้ ทุกอย่างจบ แต่ถ้ายอมรับไม่ได้.... ไม่วันนี้ ก็วันหน้า ความจริงที่สร้างไว้ตั้งแต่แรกเกิด “พังแน่นอน”

เรื่องอาจารย์ตาบอด ผู้ไม่ยอมแพ้ท่านนี้ อาตมาถือเป็นหลักการที่ดีในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องของความมีคุณธรรม การอุทิศตนเพื่อสังคม ความอดทนต่อความยากลำบาก เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคนานับประการ สามารถเป็นแบบอย่างในความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะนำพาชีวิตของตนเองและผู้อื่นให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างน่าสนใจ

“นับเป็นคนหัวใจแกร่ง” และหากโยมท่านใดกำลังท้อแท้ เบื่อหน่ายกับปัญหา ที่ถาโถมอยู่รอบตัว ก็ควรนำเรื่องราวของอาจารย์ท่านนี้ไปเป็นบทเรียน “สู้ไม่ถอย” และร่วมกันสร้างกำลังใจดี ๆ ที่จะช่วยปลุกพลังโยม ขึ้นมาอีกครั้ง หากโยมยึดมั่น ศรัทธาในสิ่งดี ๆ ที่กำลังทำ และก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่น เหมือนกับอาจารย์ท่านนี้....

แม้ร่างกายจะเป็นอุปสรรค แต่หัวใจนั้นกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความ มุ่งมั่น พิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่า โยมสามารถทำได้จริง ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เหนือกว่าคนร่างกายครบ 32

โยมก้าวออกไปต่อสู้ในโลกของการทำงาน เป็นครูบาอาจารย์ ทำให้คนพิการ และคนปกติทั่วไปภาคภูมิใจ และพร้อมปรบมือส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจตลอดไป

ไม่บ่อยนักที่จะเห็นอาจารย์ตาบอด ที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อสั่งสอนวิชาความรู้ให้กับอนาคตของชาติ แต่โยมก็ คือคน ๆ หนึ่งที่คิดเช่นนั้น ทุก ๆ วัน ในการสอน เพื่อขัดเกลาลูกศิษย์ให้มีวิชาความรู้ติดตัว
โยมเป็น "ครู" ของโรงเรียน ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเด็ก ๆ สอนทั้งวิชาการ และกิจกรรมฝึกทักษะชีวิต เพื่อ ให้เด็ก ๆ ช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต ซึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ โยมอุทิศชีวิตและทุ่มเทกายใจเพื่อเด็ก ๆ เหล่านี้ เป็นเพราะอยากจะเติมเต็มโอกาสให้กับเด็ก ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูผู้ให้อย่างแท้จริง

โยมเต็มที่ในสิ่งที่ทำ มุ่งมั่นเพื่อเด็ก มุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้เด็กมากกว่าที่อยากจะเป็นครูมืออาชีพ

บัดนี้โยมได้ดำเนินชีวิตทุกอย่าง อยู่กับโลกแห่งความจริง ขยันเรียนมาตลอดชีวิต เพื่อหวังให้การศึกษาช่วยยกระดับความคิด และการปฏิบัติให้ดีขึ้น และความตั้งใจจริงของโยม ทำให้ขวนขวายคว้าปริญญาเอกให้สำเร็จ

และปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณแม่ของโยม คือคนสำคัญที่ช่วยผลักดัน ให้โยมเป็นอย่างทุกวันนี้

โยมทุกท่านจงจำไว้ "คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้" เพราะจากต้นทุนชีวิตที่ติดลบ เกิดมากลายเป็นเด็กตาบอด แต่มาถึงวันหนึ่ง โยมตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางที่จะเป็นคนดี ใฝ่เรียน กระทั่งประสบความสำเร็จ

ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องมานั่งท้อแท้กับโชคชะตาที่เกิดขึ้น เพราะยังมีคนในครอบครัว ที่คอยให้กำลังใจ พร้อมลุกขึ้นสู้กับชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการสอบเข้าไปเป็นนักศึกษา ดังใจปรารถนา โดยหวังจะจบออกมาทำงานเป็น ครู และประกาศให้คนในสังคมเปิดใจยอมรับ และให้โอกาสกับคนพิการมากขึ้น 

เมื่อความพิการ ไม่ใช่ข้ออ้างในการเดินหน้า ทำตามความฝัน ด้วยการกล้าลุกขึ้นสู้กับตัวเอง และความพยายามนั้น ส่งผลให้ความสำเร็จ มาเป็นรางวัลชีวิต โดยสิ่งหนึ่งที่อาตมาเห็นได้จากตัวโยมก็คือ ความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บวกกับการมีทัศนคติเชิงบวก ทำให้ชีวิตของโยมมีความสุขไม่แตกต่างจากคนทั่วไปเลย!!! ....ขอเจริญพร



วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

เข้าพิธีขอขมากรรมแล้วได้อะไร?


 ผลลัพธ์ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตามที่พระเดชพระคุณ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ทายาทพุท
ธาคม หลวงพ่อพูล อัตตะรักโข อมตะเถราจารย์ ได้จัดให้มีพิธีขอขมากรรม ถอนคำสาบาน ถอนคำสาปแช่ง หลายครั้งหลายครา ในแต่ละครั้งมีญาติโยมพุทธศาสนิกชนจำนวนมากมายเข้าร่วมพิธี จากการสอบถาม และคำบอกเล่า จากผู้ร่วมพิธีหลายท่าน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในชีวิตหลังครั้งร่วมพิธีแล้ว มีเหตุการณ์เกิดขึ้นประมวลสรุปได้ดังต่อไปนี้



1.พอกลับไปถึงบ้านแล้ว มีอาการสบายอกสบายใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก ปลดล็อกทุกสิ่งที่เป็นความทุกข์ ออกจาก กาย วาจา ใจ ได้ทั้งหมด รู้สึกเบาตัว มีความสุข มีขวัญกำลังใจ อย่างเต็มไปเปี่ยม

2.พอตกกลางคืน ก็นอนหลับฝันดี ฝันเห็นเจ้ากรรมนายเวร มาบอกว่าให้อภัย กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้เข้าร่วมพิธี ได้เคยกระทำผิดพลาดไปแล้วทั้งหมด แล้วท่านก็ขอให้เป็นคนดี อย่าทำผิดอีก พร้อมทั้งเจ้ากรรมนายเวร ยังบอกให้เร่งทำความเพียร ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามสืบต่อไป แล้วจะโชคดีอย่างแน่นอน

3.หลังจากเข้าร่วมพิธีขอขมากรรมแล้ว ญาติโยมหลายท่าน ดำเนินชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รับแต่ความโชคดี จากหน้าที่การงาน รวมถึงโชคลาภ ที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง หลายเรื่องหลายราวที่สร้างสรรค์จรรโลงใจ เข้ามาในชีวิตอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน



4.บางรายบอกว่า มีผู้ใหญ่ให้การอนุเคราะห์ อุปถัมภ์ค้ำชู ดูแลเมตตาเอาใจใส่ อย่างเห็นได้ชัด จากที่ก่อนหน้านั้น ไม่เคยให้ความสนใจเลย แต่พอไปเข้าร่วมพิธีแล้ว ผู้ใหญ่เมตตาให้ความรักเอ็นดู ให้ตำแหน่ง มอบหมายงานสำคัญๆ อีกทั้งได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

5.และมีอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ญาติมิตรเพื่อฝูง ที่เคยโกธรเคือง หันกลับมาเป็นมิตร รักใคร่กลมเกลียวเหมือนเดิม สร้างความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ และกระทำการงานสิ่งใด ก็ราบรื่น ไม่ติดขัดเหมือนเก่า ญาติพี่น้องอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งเหมือนเก่า สร้างบรรยากาศที่ดีในหมู่คณะอย่างเป็นรูปธรรม สัมฤทธิ์ผลทันตาเห็น

6.รวมถึงการดำเนินชีวิตภายในครอบครัว ก็มีแต่ความสุข ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ต่างมีความอบอุ่น ทั้ง กาย วาจา ใจ รักใคร่กลมเกลียวกันดีกว่าแต่ก่อน และที่สำคัญโรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่มี ภายในบ้าน ร่มเย็น เห็นได้อย่างชัดเจน



สรุปก็คือ ที่ผ่านมา ญาติโยมจำนวนมาก ทั้งหมด ที่เข้าร่วมพิธีขอขมากรรม ถอนคำสาบาน ถอนคำสาปแช่ง ที่พระเดชพระคุณพระครูปลัดสิทธิ์วัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน ได้จัดขึ้นนั้น ส่งผลให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่าน มีแต่ความสุขความเจริญ ล้างสนิมที่มีอยู่ในใจ ล้างขัดออกได้จนสะอาดหมดสิ้น สร้างสรรค์ชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สามรถสร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิตสืบต่อไปได้อย่างบริบูรณ์พูลผลอย่างแท้จริง!!!





วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557


ณ วัดทุ่งพระเมรุ นครปฐม โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์(หลวงพี่น้ำฝน) และคณะสงฆ์ วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม ขออำนวยอวยพรสาธุชนศิษยานุศิษย์ทั้งหลายให้มีแต่ความสุขความเจริญ ให้ร่ำรวยมีชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา ให้เจริญในหน้าที่การงานพร้อมลาภยศสรรเสริญ มีความเจริญในธรรม ให้โชคดี โชคดี และโชคดี ตลอดปี 2557 ปีใหม่นี้ด้วยเทอญ







































พิธีขอขมากรรม ส่งท้ายปีเก่ารับพรปีใหม่

บทความที่ได้รับความนิยม