ร่วมบูชาวัตถุมงคล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุดไฟในใจคน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุดไฟในใจคน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

                              

‘ไม้แก่ดัดยาก’ อาตมาบิณฑบาต ‘ศิษย์เลิฟ’
ประกาศกฎเหล็กให้มารายงานตัว เลิกบุหรี่
สูบมา 43 ปีวันนี้ยอม ‘เลิกแล้วครับหลวงพี่ ’
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ฉบับนี้ มีเรื่องราวดีๆมานำเสนอ เป็นเรื่องที่อาตมาภาคภูมิใจ ถือเป็นการต่ออายุคน ให้ยืนยาวนานในพุทธศาสนา และอยู่ในโลกใบนี้ มีความสุขอย่างแท้จริง

เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่ออาตมามีโอกาส พบกับศิษย์ที่สนิทชิดชอบ มานานหลายปี เจอกันก็ถามไถ่ สารทุกข์ ด้วยความห่วงใยในวัยที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญที่อาตมาเป็นห่วง คือเรื่องสุขภาพ ของศิษย์ทุกคน

บังเอิญสังเกตเห็นศิษย์รักท่านนี้ สูบบุหรี่จัดมาก วันละสองซอง สูบต่อเนื่องตลอด ด้วยความห่วงใย จึงเรียกให้เข้ามารายงานตัว เพราะเท่าที่ทราบมา ก่อนหน้านี้มีพระผู้ใหญ่ หลายรูป เคยขอให้เลิก แต่โยมไม่โยม “เป็นไม้แก่ที่ดัดยาก”

วันนี้อาตมาตัดสินใจ บิณฑบาตขอเด็ดขาด ให้โยมเลิกสูบบุหรี่ ประกาศกฎเหล็ก ขอได้มั้ย แรกๆโยมยังทำ ท่าทีอิดออด จากนั้นอาตมาเริ่มเอาจริง เลิกเถอะ เลิกวันนี้เลย อาตมาขอบิณฑบาต ทำเพื่ออาตมา หลวงพี่น้ำฝน สักครั้ง นี่ถ้าไม่รักกันจริง ไม่ห่วงใย อาตมาไม่ขอ แต่นี่ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องขอแบบเด็ดขาดจริงๆ

อาตมาเทศนาชักแม่น้ำทั้งห้า โยมเชื่ออาตมาเถอะ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวนานของโยม เพื่อคนที่เรารัก และที่สำคัญเพื่อตัวของโยมเอง

วินาทีนั้น อาตมาเสกน้ำมนต์ ให้โยมดื่ม เพื่อสาบานว่า ต่อไปนี้จะเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด แล้วให้โยมดื่มน้ำสาบานแก้วนี้

จากนั้นก็นำบุหรี่ 2ซอง ในกระเป๋า พร้อมไฟแช็ค บิดทำลายแล้วนำแช่ไว้ในน้ำมนต์ ต่อหน้าเพื่อนๆจำนวน 7-8 คน เพื่อเป็นพยานสักขีพยาน

รุ่งขึ้นอีกวัน อาตมาโทร.ไปหาโยมที่บ้าน เพื่อถามถึงอาการ หลังเลิกบุหรี่ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง โยมตอบ รู้สึกสดชื่น และดีขึ้นมาก ชีวิตมีอิสระขึ้น หน้าตาสดใส อารมณ์ดี ไม่เครียด

ระบบการหายใจดีขึ้น กว่าแต่ก่อน และสิ่งที่อาตมาแนะนำ ถ้ารู้สึกอยากมากๆ ก็ไปอาบน้ำ และควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ และที่สำคัญอย่าไปคิดถึงบุหรี่อีก หางานอย่างอ่านทำ อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง

อาตมาทำอย่างนี้ทุกวัน ทุกเช้า จะโทร.ไปถามอาการโยม เพราะต้องการให้โยมเลิกอย่างเด็ดขาด

อาตมา แนะนำ โยมเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องของใจ จิตใจต้องหนักแน่น เข้มแข็ง อย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอ ใจต้องมั่นคง ปักธงไม่เอาเด็ดขาด และโยมต้องคิดว่า ไม่มีมันโยมก็อยู่ได้อย่างสบายใจ มีความสุข

ลูกศิษย์อาตมาทุกคน ไม่มีใครสูบบุหรี่แม้แต่คนเดียว อาตมาจัดการให้เลิกสูบทุกคน ทุกครั้งที่เจอหน้าศิษย์ คุยกันใกล้ๆ อาตมาก็รู้แล้ว ว่าใครสูบ ใครไม่สูบ

และยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะพวกหน้าใหม่ โยมผู้ชายที่มาลงนะหน้าทอง พออาตมาได้กลิ่น ก็มักจะบิณฑบาตขอร้องให้เลิกสูบบุหรี่ ทำอย่างนี้ทุกครั้ง และทำมานานหลายปีแล้ว

พระสงฆ์ที่วัดทุกรูป เลิกหมด เด็กวัดพนักงาน ต้องเลิกเด็ดขาดทุกคน และใครที่เข้ามาในวัดไผ่ล้อม ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

อาตมาเป็นพระสงฆ์ ต้องช่วยโยมให้หลุดพ้นจากอบายมุข และสิ่งเสพติดทั้งมวล ส่วนใครที่กินเหล้า ก็ขอให้เลิกเช่นกัน เหล้าก็อันตราย เป็นชนวนให้เกิดสิ่งเลวร้ายมากมายในชีวิตมนุษย์

ที่ผ่านมาโยมพ่อ โยมพี่ชายของอาตมา ก็ตายเพราะเหล้า เป็นตัวอย่างชัดเจน ที่อาตมาต้องรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง และต้องใช้เหตุผลล้วนๆมาสอนญาติโยม

อาตมาไม่ได้ ไม่เสีย อะไรกับโยม โยมนั่นล่ะที่ได้รับเต็มๆจาก สิ่งนี้ คือสุขภาพที่ดี และมีอายุที่ยืนยาวนาน อยู่กับลูกหลาน ในบั้นปลายชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป ที่สำคัญโยมได้ทำให้คนรอบข้างสบายใจ ไม่ต้องมาทุกข์ร้อนในยามเจ็บไข้ได้ป่วย

“ถ้าจะตายก็ขอให้ตายอย่างไม่ทรมาน ตายอย่างมีคุณค่าให้ลูกหลานได้ชื่นชม”

ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเลิกสูบบุหรี่ ยิ่งถ้าเลิกได้เร็วเท่าไหร่ ประตูสวรรค์เปิดรับรอรับอยู่ข้างหน้า แต่ถ้าไม่เลิก ประตูนรก ดึงมือคุณโยมทุกท่านเข้าไปอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว!!!

สุดท้ายนี้ขอให้ญาติโยมทุกท่านที่ยังติดบุหรี่และเหล้าอยู่ บางรายถึงขนาด ยอมตายเสียดีกว่าเลิก ที่สำคัญแค่นี้ยังละไม่ได้ แล้วโยมจะไปละ “กิเลส โลภ โกรธ หลง” ได้อย่างไร? ในความคิดเห็นส่วนตัวของอาตมาเข้าใจว่า ผู้ที่ติดข้องมากถึงขนาดนั้น เพราะยังไม่มีปัญญา ยังไม่เห็นโทษในการติดนั้น แม้ว่าจะนำพระพุทธพจน์ ข้อใด หรือบทใด กี่สูตร ก็ตาม ก็ไม่สามารถช่วยให้ โยมเลิกได้ เพราะปัญญาของโยมไม่มี...

ความรู้จากการศึกษาพระธรรม เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถทำอะไรกับกิเลสที่สะสมมานานแสนนานได้

ดังนั้น ก็มีเพียงทางเดียว คือ ค่อยๆสะสม อบรมความเข้าใจในสภาพธรรมให้มากขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะละโลภะได้

แล้วยิ่งถ้าคนที่ไปสอนไปห้ามให้โยมเลิก อุปมาเหมือนคนที่ติดบุหรี่ติดเหล้า แต่ไปสอนคนอื่น ว่าโทษของบุหรี่เหล้าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ควรจะเลิกนะ และไม่ควรเสพ แต่ตนเองยังเสพอยู่

เมื่อโยมฟังแล้วก็ไม่เชื่อ!?!

ส่วนตัวอาตมาเข้าใจว่า การกำจัดกิเลสที่ยากมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ แต่สิ่งที่เป็นเรื่องภายนอกยังละไม่ได้ คงต้องใช้กำลังใจสูงพอสมควร

ที่สำคัญอาตมาขอเป็นกำลังใจ ให้ญาติโยมทุกท่าน ที่ยังเลิกไม่ได้ ควรตั้งใจถอนการติดข้องออกให้ได้ เชื่อว่า คงจะสำเร็จในไม่ช้า เนื่องจากญาติโยมทุกท่าน ล้วนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ภาษาทางโลกเรียกว่า รู้แล้วแต่ยังไม่ตัดสินใจ อย่ามัวรีรออยู่เลย เหลือเวลาในโลกนี้ อีกไม่นานกันทั้งนั้น

สรุปขออนุญาตยกตัวอย่าง ลูกศิษย์เลิฟของอาตมาท่านนี้ และอีกหลายท่านๆ ที่ชอบบอกว่าพรุ่งนี้จะเลิกสูบบุหรี่ “โยมไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้” โยมตัดสินใจวันนี้ และเลิกวันนี้เลย ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว หักดิบ!! เลิกเด็ดขาด!!

ด้วยความปรารถนาดีจากอาตมา หลวงพี่น้ำฝน... ถ้าธรรมะคือชีวิตประจำวัน อาตมาขอส่งตัวอย่างนี้ และความปรารถนาดีนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ยังติดข้องในบุหรี่อยู่ ขอให้เลิกสำเร็จโดยถ้วนหน้ากัน ทุกท่านทุกคนเถิด!!!...ขอเจริญพร

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สาวใหญ่กลุ้มใจ ‘เลี้ยงลูกไม่ได้ดั่งใจ’
สงสัยกรรมเก่า? เคยแย่งสามีเขามา
หรือที่เคยทิ้งผู้ชาย- ส่งผลตามสนอง
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน เมื่อเร็วๆนี้มีโยมสีกา โทร.มาจากสวิตเซอร์แลนด์ มีปัญหาคาใจ ถามไถ่เล่าความทุกข์

โยมกลุ้มใจเรื่องลูกชาย พูดอะไรไม่เชื่อฟัง ทั้งที่โตเป็นหนุ่ม เรียนจบปริญญาตรี แต่ทำตัวเหมือนเด็ก โยมสงสัยใช่กรรมเก่าหรือไม่ เพราะอดีตเคยทำไม่ดีไว้พอสมควร

โยมเล่าสมัยยังสาว เสน่ห์แพรวพราว บาดใจชายหนุ่ม แต่ก็เคยผิดพลาด ไปหลงรัก คนที่เขามีคู่อยู่แล้ว สมัยนั้นต้องการเอาชนะ จึงแย่งเขามา พอสมใจอยาก อยู่ด้วยกันไม่นาน เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผู้ชายในฝัน พอแย่งมาสะใจ สุดท้ายก็ทิ้ง

ชั่วโมงนั้น ไม่สนเรื่องเวรกรรม ไม่กลัวบาปกรรมใดๆทั้งสิ้น เมื่อทิ้งแฟนคนแรก ชีวิตผันแปร พบรักหนุ่มชาวอังกฤษ แต่ความรักไม่ราบรื่น ทั้งที่หนุ่มคนนี้ รักโยมมาก รู้สึกเบื่อหน่าย ตัดสินใจทิ้งหนุ่มเมืองผู้ดี ปรากฏว่า เขาไปโดดตึกตาย ที่พัทยา

ชีวิตรักยังไม่จบ เจอหนุ่มฝรั่งเศส เตรียมจะไปแต่งงาน อีก 3 วันจะบิน เขาบอกไปไม่ได้ เพราะมีครอบครัวแล้ว ทุกอย่างจบเห่ ความฝันพังทลาย

ละครชีวิตจริง เรื่องนี้ยังไม่จบ จากนั้นโยมมีโอกาสไปเที่ยวทะเลชะอำ ได้พบกับหนุ่มใหญ่ชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่งงานตามประเพณี อยู่ด้วยกันจวบจนวันนี้ 7 ปี

นับเป็นครอบครัวที่อบอุ่น เพราะเขาเป็นคนดีมาก แต่ที่โทร.มาหาหลวงพี่วันนี้ กลุ้มใจเรื่องลูกชาย รู้สึกท้อใจ ลูกไม่สนใจการงาน ว่าเตือนไม่เชื่อฟัง อยากถามหลวงพี่ นี่ใช่กรรมเก่าหรือไม่?

ก่อนอื่นโยมต้องตั้งสติให้ดี จากที่อาตมาลำดับเหตุการณ์ วันนี้ชีวิตโยมดีมากแล้ว ได้สามีดี เป็นคนดี รักโยมมาก ถือว่าโชคดี ควรใช้ชีวิตให้มีความสุข

สำหรับเรื่องลูกชายอย่าไปเครียดให้มากจนเกินไป เขาโตแล้ว มีการศึกษา มีสติปัญญา ต้องค่อยๆสอน อบรมเขาไป อย่าไปกังวน ถ้าโยมทุกข์ คนที่แย่คือโยม เพราะเวลาที่โยมทุกข์ไม่มีใครมาร่วมทุกข์ด้วย ความทุกข์ไม่ได้สร้างประโยชน์อันใดให้ร่างกายและจิตใจ มีแต่จะทำให้เสียสุขภาพจิต


ควรดูแลสามี ดูแลตนเอง รักษาสุขภาพ หาความสุขให้กับชีวิต เรื่องเก่ามันผ่านไปแล้ว ใช้ชีวิตในวันใหม่ อยู่กับความจริง และสิ่งที่อาตมาอยากจะฝากไปยังญาติโยมทุกท่าน ที่มีความทุกข์เรื่องลูก ให้มองเป็นเรื่องธรรมดา ต้องทำใจ ปัญหานี้บอบบาง หากแก้ไม่ถูกทาง อาจลุกลามบานปลาย “ลูกชายหนีเตลิด” 

ก่อนอื่นโยมต้องเข้าใจคนวัยหนุ่ม คิดย้อนไปถึงตอนที่โยมเป็นวัยรุ่น แล้วค่อยหาสาเหตุว่าทำไมลูกโยมถึงเป็นเช่นนี้?

สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ลูกดื้อ เกเร แหกคอก และนิสัยไม่ดี คือ “ขาดความอบอุ่น” 

โยมให้ความอบอุ่นเขาดีแค่ไหน หรือปล่อยปละละเลยไม่สนใจ แต่พอทำผิดมาก็เอาแต่ด่า ทับถมซ้ำเติม ไม่ค่อยมีเวลาให้เขา มัวแต่ทำงาน วัยรุ่นที่เสียคนส่วนมากรับสารภาพว่า “เขาขาดความอบอุ่นในครอบครัว” “พ่อแม่ไม่สนใจ”

ขาดที่พึ่ง วัยรุ่นส่วนมากต้องการที่พึ่งทางใจ เขายังใหม่ต่อโลก มักมีปัญหา สงสัย อยากรู้อยากเห็นอยากลอง อยากเท่ห์ เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่พ่อแม่ต้องดูแล หากพ่อแม่เป็นที่พึ่งไม่ได้ ก็หันไปหาเพื่อน หันไปพึ่งยาเสพติด พึ่งแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ด้วยคิดว่านี่เป็นที่พึ่งที่สบายใจ

ขาดคนเข้าใจ “แม่ไม่เข้าใจผม” คุยกันคนละภาษา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และบางครั้งความรักความห่วงใยที่พ่อแม่ให้มากเกินไป อาจทำให้เขารำคาญหงุดหงิดเหมือนถูกลิดรอนเสรีภาพ

บางครั้งโยมต้องผ่อนปรนและปล่อยเขาบ้าง ให้เขาได้ทำอะไรตามจิตนาการ ให้เขาได้ออกไปเที่ยวในโลกกว้าง เดี๋ยวเขาจะคิดได้เอง

จงจำคาถาในการเลี้ยงลูกบทนี้ไว้ให้ดี จงภาวนาทุกวัน และปัญหาของโยมจะคลี่คลายลงได้ “น้ำเย็น หมูยอ กอไผ่ ใส่เตา ๆๆๆ”

น้ำเย็น
 อากาศร้อนหากได้น้ำเย็นสักแก้วจะสบายและผ่อนคลายมาก วัยรุ่นวัยหนุ่มเป็นวัยร้อน เมื่อลูกร้อนมา โยมก็ต้องเย็นไป โยมต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ พูดจาด้วยอารมณ์เยือกเย็น ไม่วู่วาม ไม่ด่าว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย และไม่ด่วนลงโทษ เมื่อเขาทำผิดพลาดครั้งแรก โยมต้องชี้แจงให้ลูกฟังด้วยเหตุผล ด้วยจิตเมตตา แสดงอาการเห็นอกเห็นใจ แนะนำไปว่าอะไรควรไม่ควร

หมูยอ คำชมหรือคำยอใครก็ชอบ พ่อแม่ต้องรู้จักยอลูกบ้าง เป็นกำลังใจให้เขา

กอไผ่ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ต้องกำราบบ้าง

ใส่เตา เมื่อโยมเฝ้าพร่ำสอนและทำทุกวิถีทางแล้วแต่เขาไม่ได้ดีขึ้นหรือไม่ได้ปรับปรุงตัวขึ้นเลย ก่อนจะใช้วิธีสุดท้ายนี้ -ลองใช้วิธีของพระพุทธเจ้าที่สอนพระฉันนะ ที่ดื้อรั้นสอนไม่ฟัง คือ การลงทัณฑ์กรรม หรือคว่ำบาตร ไม่สนใจใยดี ปล่อยวางอารมณ์ ขนาดพระพุทธเจ้ายังสอนไม่ได้ทุกคนเลย ประสาอะไรกับเราปุถุชน ใส่เตาเผาสะเลย แค่เลือดก้อนเดียว อุตส่าห์เลี้ยงให้เป็นคนดีแต่ไม่อยากดีก็ช่วยไม่ได้ ปล่อยไปตามเวรกรรมเขาต้องมีโลกของเขาที่ต้องเผชิญเมื่อเขาเลือกวิถีชีวิตของเขาเช่นนั้นก็จงให้อิสระในการเลือกแก่เขา

“ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” แต่ก่อนจะใส่เตาเผา โยมต้องไว้อาลัยด้วยการระลึกถึงหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ ว่าโยมได้ทำเต็มที่ หรือทำได้ดีพอหรือยัง คือหน้าที่ทางกายกับหน้าที่ทางใจสอนลูกไม่ให้ทำชั่ว แนะนำให้ลูกทำความดี ส่งเสริมตามสติปัญญา ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม

หากโยมได้ทำหน้าที่มาอย่างสมบูรณ์ดีแล้ว ส่วนเขาจะเป็นไปอย่างที่โยมหวังหรือไม่ ได้ดั่งใจหรือไม่ มันก็สุดแล้วแต่วาสนาโชคชะตาเวรกรรมของเขา ส่วนโยมก็ต้องอุเบกขา คือปล่อยวางลงให้ได้ หากคิดมากไปก็รังแต่จะทุกข์กังวลใจเปล่าๆ

และที่สำคัญโยมควรแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ลูกบ้าง เผื่อบางทีอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย!!!...ขอเจริญพร



โจรกลับใจ! รูปหล่อเท้าไฟ วันนี้ ‘กลัว’
‘สับขาหลอก ภรรยา’ จนวาระสุดท้าย
พอมีลูกสาว เริ่มรู้ซึ้ง! ถึง ‘วิบากกรรม’
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน คอลัมน์จุดไฟในใจคนฉบับนี้ อาตมานำเสนอเรื่องของลูกศิษย์ใกล้ชิดรายหนึ่ง หยิบยกขึ้นมา เพราะเห็นว่าลีลาของเขาไม่ธรรมดา น่าสนใจ

ที่สำคัญเรื่องแนวนี้ สามารถสะกิดต่อมสำนึก ในใจโยมให้ลุกโชนได้ ยิ่งถ้าใครเคยมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนวิถีปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิต ย่อมเกิดผลดีเพราะนี่คือตัวอย่างของการลองผิดลองถูก เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี แต่หลายคนก็เคยเป็นแบบนี้ บางคนหาทางออกไม่ได้ บางคนถอนตัวทันก็โชคดี แต่ถ้าไม่รีบถอนตัว ก็ลงนรกทั้งเป็นเช่นกัน

ซึ่งพฤติกรรมเยี่ยงนี้ อาตมาเห็นมาหมดแล้ว แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเหล่าบรรดาผู้ชายวัยคะนองทั้งหลาย กลุ่มคนพวกนี้ ล้วนมีฤทธิ์เดชมากมาย ในยามหนุ่มสาว ใช้ชีวิตท้าทาย ไม่สนใจฟ้าดิน เอาแต่ใจตัวเอง ไม่กลัวเรื่องบาปบุญคุณโทษ

สนใจแต่จะหาความสุข สนองตัณหาราคะไปวันๆ “กิน เล่น เที่ยว ดื่ม เสพกาม” พอตกเวลากลางคืน คนพวกนี้ ก็มักจะไปอยู่ตามร้านเหล้า ผับ เทค สนุกสนาน แดนซ์กันอย่างเมามันส์ ชนิดเท้า เป็นไฟกระจายเลยทีเดียว แต่สำหรับลูกศิษย์รายนี้ เขาเป็นนักร้อง หน้าตาดี ร้องเพลงตามร้านอาหารทั่วไป รายได้ดี มีสาวๆมาติดพันมากมาย ด้วยความเป็นคนมีเสน่ห์ พูดจาสุภาพอ่อนโยน หวานกับสาวๆทุกคน และในแต่ละวัน จะมีสาวๆหลายคน ตกเป็นเหยื่อของเขา และส่วนใหญ่ต่างเต็มใจที่จะไปร่วมหลับนอน

ลูกศิษย์ที่มีพฤติกรรมเฉกเช่นนี้ อาตมามักจะเรียกมาคอยว่ากล่าวตักเตือนเสมอ ด้วยความหวังดี แต่ก็ห้ามยาก เวลามาวัด พูดสอนอะไรไป พวกเขาเหล่านั้น ก็ทำท่าเหมือนเชื่อฟัง แต่พอลับหลังอาตมา ก็เข้าตำราเดิม คือ “หน้าไหว้ หลังหลอก” สอนเตือนไป “เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา” เด็กหนุ่มพวกนี้ “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” อาตมาก็ได้แต่ทำใจเอือมระอา แต่ลูกศิษย์พวกนี้จะยังดีอยู่อย่างหนึ่งคือ พอถึงเวลาอันสมควร เมื่อมีเมียมีลูกแล้ว พวกเขาจะหยุดไปเองโดยปริยาย

เสมือนการมีลูก เป็นการไปสร้างจิตสำนึกให้เขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สำนึกทุกคนเสมอไป บางรายพอมีเมียมีลูก ยิ่งเป็นหนักกว่าเดิม แต่ก็มีไม่มากเท่าใดนัก

สำหรับรายที่เลิกได้นี้ อาตมาเรียกศิษย์พวกนี้ว่า “พวกโจรกลับใจ” ซึ่งลูกศิษย์ท่านนี้ ทุกวันนี้เขาร้องเพลงน้อยลง เน้นมาทำมาหากิน ประกอบอาชีพค้าขายรถยนต์ ส่วนเมียคนปัจจุบัน ทำงานธนาคาร มีรากฐานมั่นคง มีลูกสาว 1คน อายุขวบกว่าๆ หน้าตาเหมือนพ่อมาก

ลูกสาวคนนี้ มีผลทำให้พ่อหยุดทุกอย่าง เมื่อเขาเห็นหน้าลูก เขาหยุดความเจ้าชู้ ถอดเขี้ยวเล็บตัดเก็บใส่กระเป๋า เฝ้ามองลูกด้วยจิตสำนึกเพราะ “กลัววิบากกรรม”ตามสนอง เขาเลิกวิถีรูปหล่อเท้าไฟ ที่เคยสับขาหลอกเมียอยู่เนืองนิจ

วันนี้โยมบอกว่า “กลัว” เพียงคำเดียวสั้นๆ ส่งชีวิตให้พลิกผัน กลับตัว กลับใจ เป็นคนใหม่ เพราะกลัวว่าเวรกรรมจะมาตกกับลูกสาว นี่คือความคิด ที่เขารู้สึกได้เอง และสารภาพบอกกับอาตมา ด้วยความสำนึกอย่างจริงใจ

อาตมาไม่ได้สอนแบบจ้ำจี้จ้ำไช เขารู้ด้วยตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ เขาหลอกสาวๆมามากมาย ด้วยกลอุบายต่างๆ ด้วยหวังจะได้เพียงเรือนร่าง มิได้สนเรื่องใจ หรือต้องการร่วมหอลงโลง ในแต่ละวันให้ความหวังฝ่ายหญิง ด้วยการหลอกมีสัมพันธ์เพียงชั่วคราว และผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มาติดกับดัก “เชื่อ” เพราะอยู่ในห้วงแห่งความหลงใหล ใน “รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส”

เด็กสาววัยรุ่นส่วนใหญ่ในสังคมไทย ล้วนคิดแบบนี้ ปลื้มนักร้องศิลปินดารา อยากใกล้ชิด อยากสัมผัส อยากได้มาครอบครองเป็นของตนเพียงคนเดียว

บางคนหวังไกลไปถึงอนาคต อยากแต่งงาน อยากมีลูกร่วมกัน อยากมีทายาท เป็น “โซ่ทองคล้องใจ”

ความคิดเยี่ยงนี้ ล้วน ลมๆแล้งๆทั้งสิ้น เพราะมันคือจินตนากาลของคนชอบเพ้อ ให้ความหวังตนเองฝ่ายเดียวจนลืมตัว

สุดท้ายก็มานั่งช้ำใจ มารู้ทีหลังก็ถูกพ่อนักร้องรูปหล่อ “เจาะไข่แดง” เรียบร้อยแล้ว

สังคมไทย ต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติตรงนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่น ลูกผู้หญิงทั้งหลาย การรักนวลสงวนตัว นั้นสำคัญ “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” อาตมาต้องขอย้ำเตือนทั้งหญิงและชาย “คนเราตบมือข้างเดียวไม่ดัง” คำนี้ อาตมาสอนลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดเสมอ

อย่าไปเล่นกับไฟ.... “ไฟรักคนส่วนใหญ่ บ่นว่ามันร้อน แต่ทั้งๆที่ร้อน ก็ยังแอบจุดอยู่ทุกวี่ทุกวัน”

สรุปตามความคิดส่วนตัวของอาตมา อุทาหรณ์สอนใจ ของโจรกลับใจรายนี้ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว”

สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของญาติโยมทั้งหลายดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก หากแท้ที่จริงแล้ว ล้วนแต่เกิดจากปัจจัยภายในเป็นสำคัญ
นั่นคือ เมื่อโยมทำชั่ว ชีวิตก็เป็นอัปมงคล ต่อให้เปลี่ยนเป็นนายสิริมงคล แต่หากไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนชั่วเป็นคนดี การเปลี่ยนภายนอกก็ไม่ช่วยอะไร!?!
และเมื่อโยมทำดี ชีวิตก็จะเป็นสิริมงคลโดยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่มีคนเห็นก็ตามที

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์เป็นผู้กำหนด ชะตากรรมของตนเอง เหมือนที่มีพุทธศาสนสุภาษิตว่า

“กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการ กระทำ”

โยมทำอย่างไร ชีวิตของโยมก็เป็นอย่างนั้น ดังหนึ่งคนก่อกำแพง ยิ่งก่อก็ยิ่งขึ้นสู่ที่สูงตามกำแพง

“คนขุดบ่อน้ำ ยิ่งขุดก็ยิ่งต่ำลงไปอยู่ในบ่อ” กล่าวให้สั้นที่สุด ชีวิตของญาติโยมทั้งหลายจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการ กระทำทางกาย วาจา และใจของโยมนั่นเอง???

ถ้าโยมทำตัวเลว ต่อให้ปลูกไม้มงคลแก้เคล็ด ชีวิตก็คงไม่ดีขึ้น และหากโยมตั้งมั่นทำแต่คุณงามความดี ต่อให้ไม่มีไม้มงคลอยู่ในบ้านสักต้น อะไรๆในชีวิตก็ต้องดีอยู่วันยังค่ำ

จะเห็นได้ว่า คนเราเกิดมานั้นมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แต่แล้วแต่ใครจะเลือกปฏิบัติ เลือกที่จะเป็น จะเป็นคนดี คนชั่ว ญาติโยมเป็นคนกำหนดเองทั้งสิ้น 

เรื่องนี้โยมสามารถทำลายกำแพงกั้นศักยภาพของมนุษย์ตามหัวข้อที่ว่า เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะโยมต้องให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!?!  ขอเจริญพร

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คุณป้า หัวใจว้าวุ่น ออกอาการ ‘หลง อยาก’
‘ปิ๊งรัก’ นักร้องหนุ่มร้านอาหารคาเฟ่
โยมทุกข์เศร้า โหยหา ต้องการสัมผัส!?!

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้ อาตมานำเรื่อง ความหลง ของสาวใหญ่ อุทาหรณ์สอนใจ ประสบการณ์ตรง จากโยมทางบ้าน เมื่อรักแล้วย่อมมีทุกข์เป็นเงาตามติด มีคิดถึง โหยหา อยากได้ใคร่มี อยากเป็นเจ้าของตลอดเวลา เพียงผู้เดียว!!!

พลันที่รายการคิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝน ทางช่อง 5 จบลง โทรศัพท์สายนี้ก็เข้ามา เป็นเสียงโยมสุภาพสตรี เล่าถึงเหตุที่ไม่สบายใจ ด้วยวัย 53 ปี สามีตาย มีลูกชาย 1 คน

ปัจจุบันค้าขาย รายได้ดี เหลือกินเหลือใช้ ดำเนินชีวิตสบายๆ แสวงหาความสุขตามอัตภาพ และสถานบันเทิงของคนวัยนี้ หนีไม่พ้น สวนอาหาร ใกล้บ้าน มีนักร้องมาขับกล่อมบรรเลง กินดื่มสุขใจ ฟังเพลงสบายอารมณ์

จากนั้นโยมก็ติดใจ ไปบ่อยครั้ง เพราะชื่นชอบนักร้องชายนิสัยดี เอาใจเก่ง เสียงไพเราะ ร้องเพลงออดอ้อนหวานๆ ทำให้คนแก่ตื่นเต้นหัวใจว้าวุ่น กลายเป็นความอยาก มากไปด้วยความต้องการ???

และแล้วพระเอกในฝันก็ปรากฏตัว เขาคือนักร้องหนุ่มใหญ่วัย 48 ปี หุ่นดีรูปงาม ร้องเพลงดีเอาใจเก่งขนาดนี้ ก็ต้องมีมาลัย ให้เป็นสินน้ำใจ ติดแบงก์ให้ด้วยความรักใคร่เอ็นดูเมตตา ได้กอดได้หอมแก้มก็แสนสุขใจ

เมื่อมีความสุขก็โหยหา อยากพบหน้าทุกวัน ตามที่ใจปรารถนาเรียกร้อง!!! ทุกวันอาทิตย์ต้องไป แต่เพื่อนสาวส่วนใหญ่ต่างก็เตือน คอยห้ามปราม แต่โยมไม่เชื่อฟัง ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เพราะกำลังหลงรักอย่างสุดหัวใจ เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ ที่สำคัญลงทุนไปเยอะ....

พอสนิทกันมากขึ้น นักร้องหนุ่มเริ่มขอยืมสตางค์ “แต่เขาก็นิสัยดีนะคะหลวงพี่ เขาผ่อนใช้ตามกำหนดทุกครั้ง”

จนถึงวันนี้โยมคิดว่า มันเป็นความรักฉันเพื่อน ฉันพี่น้อง ปรองดองสัมพันธ์ช่วยเหลือเจือจาน ไม่เคยเกินเลย แค่สัมผัสภายนอก โยมก็รู้สึกพอใจ อุ่นใจ

แต่ที่โยมโทร.มาถามหลวงพี่วันนี้ เพราะรู้สึกถึงความทุกข์ เวลาที่คิดถึง อยากเจออยากเห็นหน้าตลอดเวลา แต่ก็ทำได้เพียง อาทิตย์ละสองสามครั้งเท่านั้น

อยากให้หลวงพี่ช่วยหาทางออกให้ที ทำอย่างไรจึงจะคลายความคิดถึงลงได้

“ญาติโยมทุกท่าน จงจำไว้ให้ดี ความรัก หรือ กรรม ทำให้คนตาบอด”

โยมเคยถามตัวเองไหมว่า “ทำไมฉันจึงรักเธอ” เมื่อเริ่มต้นรู้สึกว่ารักใครสักคน บางครั้งมันอาจเป็นรักแรกพบ บางครั้งมันอาจจะเป็นความรักที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว รู้อีกทีก็รักเขาเข้าแล้ว

ในยามโยมมีความสุข อาจไม่สนใจอยากหาคำตอบมากมายว่า“ทำไมฉันจึงรักเธอ”เพราะเมื่อใดที่เรามีความสุขโดยมากเรารู้สึกพอใจความรู้สึกพอทำให้ไม่ได้คิดค้นอยากหาข้อเสีย หรือคิดคำถามให้ต้องหาคำตอบ

เมื่อเวลาทุกข์ เสียใจ บางคนก็อาจมีคำถามขึ้นมาว่า ทำไมฉันจึงรักเธอหรือฉันรักเธอไปได้ยังไง เพราะเธอนั้น หน้าตาก็ไม่หล่อเหมือน เคน ธีรเดช ไม่ได้รวยเหมือน บิล เกตส์ แถมยังช่างใจร้ายใจดำ ทำกันได้ลง และอื่นๆมากมาย ผุดขึ้นมาในเวลาโกรธ แต่ก็ยังไม่พบคำตอบอยู่ดี 

ในทางพุทธศาสนา เราเชื่อว่าอะไรใดๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ การที่เราจะได้เป็นคู่รัก และครองคู่กับใครนั้นย่อมมีเหตุ

เหตุที่ทำให้เราไปหลงรักเขา ก็มาจากกรรมเก่าที่เคยร่วมทำกันมา และจะคบหายืนยาวอยู่ได้ด้วยร้ายด้วยดีต่อๆไปนั้น มาจากกรรมที่ทำเอาไว้ในปัจจุบัน จะคบแล้วมีความสุข หรือทุกข์ เป็นผลของกรรม ซึ่งสะท้อนสิ่งที่ผู้รับผลนั้นกระทำมาก่อนทั้งอดีตชาติ และชาติปัจจุบันทั้งสิ้น!!!

ดังนั้นหากมีความทุกข์จากรักขึ้นมา ถ้าจะถามว่าทำไมเราต้องมาทุกข์ใจกับคนๆนี้ ก็ต้องตอบว่า มันเป็นผลมาจากกรรมที่คนทั้งสอง ได้ทำร่วมกัน และที่โยมทำมา กรรมเก่าพาโยมลงมาติดกับดัก

กรรมมันเริ่มส่งผลตั้งแต่วันแรกที่ใจโยมเข้าไปผูกกับเขา กรรมส่งผลที่ใจให้มารัก ให้มาหลง บังตาไว้ไม่ให้เห็นความสมเหตุสมผลทั้งหลาย หรือรู้ทั้งรู้ก็ยังรัก ถูกดูดเข้าไปใช้กรรม

ที่อาตมาว่าความรักทำให้คนตาบอดต้องกล่าวให้เป็นธรรมขึ้นว่า “กรรมบังตา” คือกรรมบังคับใจให้ไปรู้สึกติดใจ ชอบ ใช่ รัก ผูกพันกับคนที่จะนำโยมไปรับผลที่โยมเคยก่อไว้ทั้งดีและร้ายนั่นเอง

เริ่มตั้งแต่ต้นที่จะรู้สึกดีกับใคร ก็กรรมกำหนด ที่จะไปได้เจอกันในเวลาที่แสนจะพอดี อย่างไรก็กรรมกำหนด

กรรมจัดฉากไว้ให้ต้องไปเจอ และรู้สึกไปอย่างนั้น จนกระทั่งจิตส่งออก ทะยานออกไปเกาะเกี่ยวยึดไว้

หลงไปยึดเอาว่าของโยม คนของโยม ไปแปะป้ายว่า นี่เป็นคนที่โยมต้องการ นี่เป็นแฟนโยม ต้องดีกับโยม ห้ามไปดีกับคนอื่น

พอเชื่อใจ คลายความคลางแคลง มั่นใจว่าใช่แน่ๆ มอบทุกอย่างให้หมด อาจจะแต่งหรือไม่แต่งก็สุดแท้แต่ ก็จะถึงเวลาที่ของจริงส่งผล แสดงตัวจริงของจริงให้เห็น ใจก็ “จี๊ด” ขึ้นมาจนกระทั่งต้องไปถาม...

อาจจะเริ่มด้วยการถามเพื่อน หรือไม่ก็ไปถามเจ้าคู่กรณี ว่าเดิมไม่ใช่อย่างนี้ ทำไมเปลี่ยนไป ที่รับปากไว้ ที่สัญญาไว้ ทำไมไม่ทำ

ปรับโทษ อาละวาด ตีโพยตีพาย นี่กรรมทั้งนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้ายังมีความเห็นยึดมั่นว่า ความรู้สึกเป็นโยม ความคิดนี้เป็นของโยม ก็จะเชื่อความรู้สึกและความคิด โดยจะหลง คิดไปเองแต่แรกว่าเขาคนนั้นต้องดีอย่างนั้นอย่างนี้ คือมีใจพร้อมจะเชื่อไปก่อนอยู่แล้ว พอเขาพูดโน่นพูดนี่นิดหน่อยก็ทึกทักเอาเองว่าต้องใช่อย่างนั้น อย่างที่ใจขอมา

แน่นอน โยมจึงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ เป็นคู่ มีความสัมพันธ์ หลงรักคนที่ในอนาคตต่อไปจะรวมน้ำใจโยม ซึ่งเป็นผลจากการที่โยมเชื่อความรู้สึกและความคิดไปเองว่าเป็น “ของเรา” 

ความจริง เขาไม่ได้เป็นอย่างที่โยมคิด เป็นโยมที่เข้าใจผิดไปเชื่อใจที่สั่งมาเอง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น แทนที่จะรู้ตัว เห็นตามจริงว่าเป็นโยมที่คิดไปเอง ก็กลายเป็นโทษกันระหว่างสองฝ่ายไปแทนว่าไม่รักษาสัจจะวาจาที่เคยมีให้กันสมัยความหลงยังครอบงำอยู่ และสร้างกรรมใหม่ต่อกันไปอีกโดยไม่ได้ใช้หนี้กรรมเก่า เป็นกงกรรมกงเกวียน หรือกฎแห่งกรรม

กฎแห่งกรรมนั้น ไม่เคยไม่เที่ยงตรง สร้างเหตุไว้อย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้นแน่นอน!?! .....ขอเจริญพร

เมียมีแล้ว ไม่วาย อยากลองของแปลก
ปล่อยใจ ใช้ชีวิต ‘ระเริงตัณหา ราคะ’
ดวงตาพร่ามัว เห็นกงจักร เป็นดอกบัว
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้อาตมานำเสนอ ซีกหนึ่งของชีวิตลูกศิษย์ท่านหนึ่ง โยมเล่าขานประสบการณ์จริง จากปาก ยอมรับสภาพความเป็นสาวประเภทสอง ที่อยากมีชีวิตเหมือนหญิงทั่วไป

ตัดสินใจทำศัลยกรรมหลายครา เพื่อให้ใบหน้า ร่างกาย เหมือนกับสาว ยันทำทุกอย่าง… เมื่อความงามบรรเจิด ชีวิตเปลี่ยน จากเย้ยหยันกลายเป็นคำชม

แน่นอนเมื่อรูปเปลี่ยน เรื่องชายหนุ่ม ย่อมมีเข้ามา แต่การเข้ามาล้วนหลากช่อง ทั้งจากสถานบันเทิง ท้องถนน และที่นิยมสุดคือโซเชียลมีเดีย ทางสะดวกและง่ายต่อการหาคู่

การดำเนินชีวิต มีประเด็นน่าสนใจ โยมเอ่ยถึงชายที่มีภรรยาแล้ว

จากนั้นก็เข้ามาขอหลับนอน เพราะอยากลองของแปลก โลกของโซเชียลมีเดีย ต้องอาศัยพื้นที่ ไม่ห่างไกลกันนัก

ฉะนั้นจึงมีการนัดพบ เพื่อหลับนอน เขาเป็นชายอายุ 36 ปี ดูดีมากๆ ตามอุดมคติ

โยมตัดสินใจนอนกับเขา ด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย

ฝ่ายชายมีความต้องการเป็นอย่างมาก ยืนยัน “เมียทำไม่ได้แบบนี้”

เมื่อสนองกันเรียบร้อยแล้ว ติดใจ เริ่มนัดเจอบ่อยขึ้น จากนั้นเริ่มมีข้อเสนอ “ออกมานะ พี่ให้ 2000” โยมเลยไม่รอช้า ตกลงเขาไป เพราะอยากได้เงินไปทำสวยเพิ่ม เป็นการต่อทุน

หลังจากวันนั้นก็มักจะทักทาย และชวนออกมาเจอกันอยู่บ่อยๆ ทานข้าวกันบ้าง ขับรถเที่ยวกันบ้าง แต่ทุกครั้งต้องสนอง เขามีความต้องการสูง ส่วนโยมต้องการเงินจึงเป็นการแลกเปลี่ยนกันไป

ตั้งแต่วันแรกที่โยมได้พบกับพี่เขา จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 4 เดือน นี่คือคำสารภาพจากสาวประเภทสอง ที่แฉความนัย ถามหลวงพี่ว่าผิดหรือไม่ ที่ทั้งคู่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้

อาตมาตอบ ใครๆ ก็รู้ว่าการละเมิดพฤติกรรมทางเพศ นอกใจผัวหรือเมีย ด้วยการ มีกิ๊ก มีชู้ เป็นสิ่งไม่ดี แต่กระนั้นคนก็ยังพากันละเมิดและสร้างปัญหาไม่รู้จบ

ปัญหามือที่ 3 ในสังคมไทย สาเหตุที่คนชอบมีกิ๊กมีชู้ ในความเห็นส่วนตัวอาตมา คิดว่าเกิดจากปัจจัยหลักๆคือขาดความละอายชั่วกลัวบาป ขาดสติสัมปชัญญะ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

ที่สำคัญได้รับอิทธิพลตะวันตก มองการมีเพศสัมพันธ์ หรือนอกใจคนรักเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ เขาก็ทำกัน

รวมถึงพลังทางศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนแอ โดยเฉพาะความเชื่อในระบบ ทำดีได้ดี หรือทำชั่วได้ชั่ว หรือกฎแห่งกรรม มีความจืดจางลงไปมาก ในทัศนะของอาตมา ปัจจัยทั้งหมดนี้คือต้นเหตุ ทำให้การละเมิดจริยธรรมทางเพศมีมากขึ้น และกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย

ลำพังแค่การคิดนอกใจเมียถือว่าไม่ผิด แต่ถือว่าไม่ควร ไม่ผิดเพราะยังไม่มีการลงมือ แต่ไม่ควรเพราะการคิดเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรม คนเราทำเพราะว่าเราคิด โยมคิดอย่างไรโยมก็จะทำอย่างนั้น

ฉะนั้นเมื่อโยมเริ่มมีความคิด แนวโน้มที่จะละเมิดมันได้เกิดขึ้นแล้วในใจของโยม ทันทีที่คิด โยมต้องรู้เท่าทัน และพาตัวเองออกมาจากสภาพความคิดเช่นนั้นให้ได้

ผู้ที่ละเมิดจริยธรรมทางเพศต่อคู่ครองและคู่รักของตนนั้น ย่อมได้รับผลกรรมแน่นอน เฉกเช่น ผลทางจิตใจคือทุกข์ ผลต่อตัวตนเป็นวัวสันหลังหวะ ผลต่อครอบครัว ร้าวฉาน แตกแยก และหย่าร้างในที่สุด ผลทางสังคมถูกนินทา โพนทะนา เสื่อมเสียทั้งชีวิต มีผลทางการงาน อาจถูกบริษัทเรียก ไปถึงขั้นไล่ออก
ฉะนั้นอาตมาฟันธงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือว่าผิดทั้งคู่ ผิดมาก เพราะขาดจิตสำนึก ก่อนคิดนอกใจ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หมิ่นเหม่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ เพราะว่าเด็กมันยั่ว หรือว่าใจตรงกัน หรือสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยก็ตาม

ถ้าโยมกำลังยืนอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ เท้าของโยมข้างหนึ่งเหยียบอยู่ในนรก ข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนสวรรค์ ขอให้ถามตัวเองก่อนว่า

พร้อมที่จะยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไหม ถามตัวเองว่ามั่นใจไหมว่า สิ่งที่โยมจะกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ทุกขั้นตอน ถามตัวเองว่าโยมพร้อมไหมที่จะรับผลกรรมซึ่งจะตามมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบัน อนาคตหรือแม้กระทั่งในภพหน้า


ความลับไม่มีในโลก พร้อมหรือไม่ ถ้าหากลูกเมีย เกิดรู้ว่าโยมคบคิดทรยศต่อเมีย โยมพร้อมที่จะเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณที่สั่งสมมาตลอดชีวิตหรือไม่

เตือนไว้ ณ จุดนี้ รีบวางมือ ไตร่ตรองมองตน อย่าสูญเสียสามัญสำนึก สูญเสียเงิน สูญเสียเมีย สูญเสียงาน สุดท้ายคือได้สูญเสียความชอบธรรม ที่จะเป็นมนุษย์ที่ดีกับเขาไปแล้ว

สาเหตุสุดท้ายในมุมมองของอาตมา ที่สถาบันครอบครัว มีปัญหาแตกแยกหย่าร้างสูง เนื่องมาจาก คนเราขาดคุณสมบัติ ขาดความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน

ห้วงแรกรักต่างก็รักและภักดีต่อกัน พอมาเป็นสถาบันครอบครัว ความรักนั้นจืดจางลงไปตามวันเวลา

ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องซ่อนเร้นระหว่างกัน แทนที่จะรักเดียวใจเดียว ก็เป็นรักคนเดียว แต่ว่ามีคนอื่นสำรองเอาไว้

มนุษย์เรานั้นทันทีที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน เค้าลางแห่งความหายนะมันก็เริ่มต้น


ขาดความอดทน ที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน พอแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แล้วมีปัญหาชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อยู่ร่วมกันแล้วมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหา มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายใจ ซึ่งในขณะที่ใช้ชีวิตโสดไม่เป็นอย่างนั้นก็เริ่มรับไม่ได้ พอรับไม่ได้ แล้วสั่งสมเกินขีดอดทน สุดท้ายก็เลิกร้างห่างเหินกันไป ต่างคนต่างไปทางใครทางมัน


ขาดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วพอมีปัญหาแทนที่จะยืดหยุ่น แทนที่จะมีการปรับตัว แทนที่จะมีการให้โอกาส

ต่างฝ่ายต่างก็ถือเอาอัตตาหรือตัวตนของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเรียนรู้ไม่ยอมฟังกัน เมื่อไม่ยอมยืดหยุ่น ต่างคนก็ต้องต่างไป ทางใครทางมันเช่นเดียวกัน

ขาดการเข้าใจในการสื่อสารระหว่างกันและกัน เมื่อปัญหา ไม่ยอมเจรจาสันติภาพ ใช้วิธีนิ่ง ใช้วิธีนินทา ใช้วิธีสร้างโลกของตัวเองซ้อนขึ้นมาในโลกของครอบครัว เมื่อไม่สื่อสารกัน ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา

สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์รุนแรงถึงที่สุด ก็ต้องเลิกรากันไป หลายคนที่เลิกร้างกันไป ไม่ใช่หมายความว่าไม่รักกัน แต่ขาดการเจรจาหรือขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน

ฉะนั้นใครก็ตามอยู่กันเป็นครอบครัว ควรจะนำหลักธรรมดังกล่าวไปลองประยุกต์ใช้ในชีวิตให้มากที่สุด ดวงตาอย่าพร่ามัว “อย่าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว”

หลักธรรมนี้เปรียบเสมือนน้ำ น้ำนั้นทำทุกอย่างเชื่อมหลอมรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ฉันใด หลักธรรมมะก็เชื่อมคนในครอบครัวให้อยู่ด้วยกันอย่างสนิมสนมกลมเกลียวด้วยกันฉันนั้น 

ขอเจริญพรเจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้อาตมานำเสนอ ซีกหนึ่งของชีวิตลูกศิษย์ท่านหนึ่ง โยมเล่าขานประสบการณ์จริง จากปาก ยอมรับสภาพความเป็นสาวประเภทสอง ที่อยากมีชีวิตเหมือนหญิงทั่วไป
ตัดสินใจทำศัลยกรรมหลายครา เพื่อให้ใบหน้า ร่างกาย เหมือนกับสาว ยันทำทุกอย่าง… เมื่อความงามบรรเจิด ชีวิตเปลี่ยน จากเย้ยหยันกลายเป็นคำชม

แน่นอนเมื่อรูปเปลี่ยน เรื่องชายหนุ่ม ย่อมมีเข้ามา แต่การเข้ามาล้วนหลากช่อง ทั้งจากสถานบันเทิง ท้องถนน และที่นิยมสุดคือโซเชียลมีเดีย ทางสะดวกและง่ายต่อการหาคู่

การดำเนินชีวิต มีประเด็นน่าสนใจ โยมเอ่ยถึงชายที่มีภรรยาแล้ว

จากนั้นก็เข้ามาขอหลับนอน เพราะอยากลองของแปลก โลกของโซเชียลมีเดีย ต้องอาศัยพื้นที่ ไม่ห่างไกลกันนัก

ฉะนั้นจึงมีการนัดพบ เพื่อหลับนอน เขาเป็นชายอายุ 36 ปี ดูดีมากๆ ตามอุดมคติ

โยมตัดสินใจนอนกับเขา ด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย

ฝ่ายชายมีความต้องการเป็นอย่างมาก ยืนยัน “เมียทำไม่ได้แบบนี้”

เมื่อสนองกันเรียบร้อยแล้ว ติดใจ เริ่มนัดเจอบ่อยขึ้น จากนั้นเริ่มมีข้อเสนอ “ออกมานะ พี่ให้ 2000” โยมเลยไม่รอช้า ตกลงเขาไป เพราะอยากได้เงินไปทำสวยเพิ่ม เป็นการต่อทุน

หลังจากวันนั้นก็มักจะทักทาย และชวนออกมาเจอกันอยู่บ่อยๆ ทานข้าวกันบ้าง ขับรถเที่ยวกันบ้าง แต่ทุกครั้งต้องสนอง เขามีความต้องการสูง ส่วนโยมต้องการเงินจึงเป็นการแลกเปลี่ยนกันไป

ตั้งแต่วันแรกที่โยมได้พบกับพี่เขา จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 4 เดือน นี่คือคำสารภาพจากสาวประเภทสอง ที่แฉความนัย ถามหลวงพี่ว่าผิดหรือไม่ ที่ทั้งคู่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้

อาตมาตอบ ใครๆ ก็รู้ว่าการละเมิดพฤติกรรมทางเพศ นอกใจผัวหรือเมีย ด้วยการ มีกิ๊ก มีชู้ เป็นสิ่งไม่ดี แต่กระนั้นคนก็ยังพากันละเมิดและสร้างปัญหาไม่รู้จบ

ปัญหามือที่ 3 ในสังคมไทย สาเหตุที่คนชอบมีกิ๊กมีชู้ ในความเห็นส่วนตัวอาตมา คิดว่าเกิดจากปัจจัยหลักๆคือขาดความละอายชั่วกลัวบาป ขาดสติสัมปชัญญะ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

ที่สำคัญได้รับอิทธิพลตะวันตก มองการมีเพศสัมพันธ์ หรือนอกใจคนรักเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ เขาก็ทำกัน

รวมถึงพลังทางศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนแอ โดยเฉพาะความเชื่อในระบบ ทำดีได้ดี หรือทำชั่วได้ชั่ว หรือกฎแห่งกรรม มีความจืดจางลงไปมาก ในทัศนะของอาตมา ปัจจัยทั้งหมดนี้คือต้นเหตุ ทำให้การละเมิดจริยธรรมทางเพศมีมากขึ้น และกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย

ลำพังแค่การคิดนอกใจเมียถือว่าไม่ผิด แต่ถือว่าไม่ควร ไม่ผิดเพราะยังไม่มีการลงมือ แต่ไม่ควรเพราะการคิดเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรม คนเราทำเพราะว่าเราคิด โยมคิดอย่างไรโยมก็จะทำอย่างนั้น

ฉะนั้นเมื่อโยมเริ่มมีความคิด แนวโน้มที่จะละเมิดมันได้เกิดขึ้นแล้วในใจของโยม ทันทีที่คิด โยมต้องรู้เท่าทัน และพาตัวเองออกมาจากสภาพความคิดเช่นนั้นให้ได้

ผู้ที่ละเมิดจริยธรรมทางเพศต่อคู่ครองและคู่รักของตนนั้น ย่อมได้รับผลกรรมแน่นอน เฉกเช่น ผลทางจิตใจคือทุกข์ ผลต่อตัวตนเป็นวัวสันหลังหวะ ผลต่อครอบครัว ร้าวฉาน แตกแยก และหย่าร้างในที่สุด ผลทางสังคมถูกนินทา โพนทะนา เสื่อมเสียทั้งชีวิต มีผลทางการงาน อาจถูกบริษัทเรียก ไปถึงขั้นไล่ออก

ฉะนั้นอาตมาฟันธงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือว่าผิดทั้งคู่ ผิดมาก เพราะขาดจิตสำนึก ก่อนคิดนอกใจ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หมิ่นเหม่ละเมิดจริยธรรมทางเพศ เพราะว่าเด็กมันยั่ว หรือว่าใจตรงกัน หรือสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยก็ตาม

ถ้าโยมกำลังยืนอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ เท้าของโยมข้างหนึ่งเหยียบอยู่ในนรก ข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนสวรรค์ ขอให้ถามตัวเองก่อนว่า

พร้อมที่จะยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไหม ถามตัวเองว่ามั่นใจไหมว่า สิ่งที่โยมจะกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ทุกขั้นตอน ถามตัวเองว่าโยมพร้อมไหมที่จะรับผลกรรมซึ่งจะตามมาหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบัน อนาคตหรือแม้กระทั่งในภพหน้า

ความลับไม่มีในโลก พร้อมหรือไม่ ถ้าหากลูกเมีย เกิดรู้ว่าโยมคบคิดทรยศต่อเมีย โยมพร้อมที่จะเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณที่สั่งสมมาตลอดชีวิตหรือไม่

เตือนไว้ ณ จุดนี้ รีบวางมือ ไตร่ตรองมองตน อย่าสูญเสียสามัญสำนึก สูญเสียเงิน สูญเสียเมีย สูญเสียงาน สุดท้ายคือได้สูญเสียความชอบธรรม ที่จะเป็นมนุษย์ที่ดีกับเขาไปแล้ว

สาเหตุสุดท้ายในมุมมองของอาตมา ที่สถาบันครอบครัว มีปัญหาแตกแยกหย่าร้างสูง เนื่องมาจาก คนเราขาดคุณสมบัติ ขาดความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน

ห้วงแรกรักต่างก็รักและภักดีต่อกัน พอมาเป็นสถาบันครอบครัว ความรักนั้นจืดจางลงไปตามวันเวลา

ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องซ่อนเร้นระหว่างกัน แทนที่จะรักเดียวใจเดียว ก็เป็นรักคนเดียว แต่ว่ามีคนอื่นสำรองเอาไว้

มนุษย์เรานั้นทันทีที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน เค้าลางแห่งความหายนะมันก็เริ่มต้น

ขาดความอดทน ที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน พอแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แล้วมีปัญหาชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อยู่ร่วมกันแล้วมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหา มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายใจ ซึ่งในขณะที่ใช้ชีวิตโสดไม่เป็นอย่างนั้นก็เริ่มรับไม่ได้ พอรับไม่ได้ แล้วสั่งสมเกินขีดอดทน สุดท้ายก็เลิกร้างห่างเหินกันไป ต่างคนต่างไปทางใครทางมัน

ขาดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วพอมีปัญหาแทนที่จะยืดหยุ่น แทนที่จะมีการปรับตัว แทนที่จะมีการให้โอกาส

ต่างฝ่ายต่างก็ถือเอาอัตตาหรือตัวตนของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเรียนรู้ไม่ยอมฟังกัน เมื่อไม่ยอมยืดหยุ่น ต่างคนก็ต้องต่างไป ทางใครทางมันเช่นเดียวกัน


ขาดการเข้าใจในการสื่อสารระหว่างกันและกัน เมื่อปัญหา ไม่ยอมเจรจาสันติภาพ ใช้วิธีนิ่ง ใช้วิธีนินทา ใช้วิธีสร้างโลกของตัวเองซ้อนขึ้นมาในโลกของครอบครัว เมื่อไม่สื่อสารกัน ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา

สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์รุนแรงถึงที่สุด ก็ต้องเลิกรากันไป หลายคนที่เลิกร้างกันไป ไม่ใช่หมายความว่าไม่รักกัน แต่ขาดการเจรจาหรือขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน

ฉะนั้นใครก็ตามอยู่กันเป็นครอบครัว ควรจะนำหลักธรรมดังกล่าวไปลองประยุกต์ใช้ในชีวิตให้มากที่สุด ดวงตาอย่าพร่ามัว “อย่าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว”

หลักธรรมนี้เปรียบเสมือนน้ำ น้ำนั้นทำทุกอย่างเชื่อมหลอมรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ฉันใด หลักธรรมมะก็เชื่อมคนในครอบครัวให้อยู่ด้วยกันอย่างสนิมสนมกลมเกลียวด้วยกันฉันนั้น .... ขอเจริญพร


วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

จุดไฟในใจ ‘คนดูแล ผู้ป่วย - ผู้สูงวัย’
ปฏิบัติอย่างไร? ไม่ให้ทะลุกลางปล้อง
ภาวนาคุณธรรม - ธรรมปกติของพุทธเจ้า

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน จุดไฟในใจคน ฉบับนี้อาตมานำเรื่อง การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงวัย เพื่อให้แง่คิด ในการปฏิบัติต่อญาติของเรา อย่างสุข คลายเครียด หมดความกังวลไม่ ทะลุกลางปล้อง อีกต่อไป

ชนวนเรื่องนี้เกิดที่โรงพยาบาลนครปฐม นิมนต์อาตมาไปพูดเรื่องนี้ มีผู้ฟังก็คือญาติที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ เครียด อาตมาเริ่มด้วยการดึงสติจาก จิตส่ายออก ให้กลับมา ฉุกคิดถึงคำว่า คุณธรรม ย้ำเตือนสติ

การดูแลผู้ป่วยถ้าไม่มีคุณธรรม ย่อมทำได้พักเดียว เดี๋ยวก็เบื่อหน่าย ท้อแท้

นี่คือสาเหตุที่อาตมานำเรื่องนี้มาพูด และพูดให้โยมเห็นภาพความจริง เนื่องเพราะเหตุการณ์เฉกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นกับอาตมา ในห้วงที่มีโอกาสได้ดูแล พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูล คราท่านอาพาธ

คนทุกคนหนีไม่พ้นหลักธรรมแห่งการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เมื่ออาตมาเริ่มบวชเป็นพระ ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อพูล ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดูแลตอนที่ท่านแข็งแรง จวบจนอ่อนแรง เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด

พอวันเวลาผันผ่านไป สิ่งที่อาตมาต้องเผชิญ คือการเจ็บป่วยของหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ฉะนั้นการป่วย จึงเป็นหัวข้อที่สำคัญ ที่สุดในชีวิตมนุษย์

พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อป่วย ต้องไปปรึกษาแพทย์ พยาบาล อาตมาอุ้มท่านไปโรงพยาบาล ด้วยความที่อาตมาเป็นคนตัวใหญ่ ก็เลยอุ้มได้สบาย

ห้วงนั้นคิดอยู่ว่า จิตสำคัญ ถามว่าสำคัญตรงไหน ตรงหัวใจระลึกนึกถึงท่านอยู่ตลอดเวลา ด้วยความ “ความกตัญญูกตเวที” ทำให้อาตมาสามารถช่วยเหลือท่านด้วยความสุขใจ และไม่ว่าใคร ที่มีพระคุณ เป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ถ้าเรามีความกตัญญูกตเวที ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน รู้บุญคุณคน จะทำให้เรามีกำลังใจ ช่วยเหลือท่าน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแล และสามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ส่วนการรักษาพยาบาล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอ

และที่อาตมาจะสอนพวกโยม คือเรื่องผู้ป่วยปัสสาวะอุจจาระออกมา โยมต้องมีจิตนึกกลับไปว่า ถ้าโยมมาเป็นอย่างนี้บ้าง จะมีใครมาทำให้โยมอย่างนี้รึเปล่า ญาติโยมลองนึกดู

เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ทำไมโบราณถึงสอนว่า คนเราต้องมีลูกมาสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล เพื่อคอยดูแลยามแก่เฒ่า สังเกตได้เลย มนุษย์ส่วนใหญ่คิดแบบนี้เหมือนกันหมด

แต่บางคนที่ได้รับตรงนี้มา ไม่ทำตามปณิธาน เห็นพ่อแม่ป่วยก็ปล่อยปะระเลยไม่สนใจ จนท่านกลายเป็นคนที่ไร้ญาติ

อาตมาถึงได้บอกว่า ถ้าเรามีใจที่จะกตัญญูกตเวที อาตมาคิดว่าทุกคนต้องช่วยดูแลท่านจนหมดลมหายใจ

อาตมาเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้ว แค่ลำพังหาปัจจัยมารักษาท่านรวม ๆแล้ว 10ล้านบาท อาตมาจะไปหาที่ไหน แต่อาตมาคิดอย่างเดียวว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้แสงสว่างนำทางชีวิตเรา ต้องดูแลท่านจนถึงสิ้นสุดของชีวิต

อาตมาเห็นท่านจนหมดทุกอย่าง ทุกลมหายใจ

น้ำตา ที่เรากั้นเอาไว้ไม่ได้ ด้วยความที่อาตมาเคยดูแลท่านมาตลอดเวลาไม่เคยห่างกัน ไม่ว่าใครถึงวันนั้นจริงๆ ต้องพบกับคำว่าสิ้นสุด เป็นวัฎจักรชีวิต ครบถ้วนสมบรูณ์แบบ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ประโยคนี้ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ มักจะเทศน์ให้ญาติโยมฟังเสมอ

หัวใจสำคัญอาตมาไม่อยากให้ญาติโยมเบื่อหน่ายกับการดูแลผู้ป่วย ให้นึกไว้อย่างเดียว ความกตัญญูกตเวที

มีเหตุการณ์หนึ่งที่อาตมาจะเล่าให้ญาติโยมฟัง เป็นเรื่องของของโยมผู้หญิงท่านหนึ่ง อาตมาเรียกท่าน “รองพิกุล” เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม

อยู่มาวันหนึ่ง “รองพิกุล” มาหาอาตมาที่วัด บอกญาติเสียชีวิต อาตมาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ช่วยเหลือกันไปตามมีตามเกิด

จนวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกัน ท่านเล่าให้ฟัง โยมคนที่ตายนะไม่ใช่ญาติ แต่เป็นแฟนที่ป่วยเป็นอัมพฤต เมื่อหลายปีก่อน อดีตเขาเป็นสัสดีไปนำตัวทหารเกณฑ์ที่หนีทหารเพื่อมามอบตัว กลับเข้าสู่กรมกอง ที่จังหวัดพิษณุโลก พอได้ตัวแล้วนำขึ้นรถประจำทางกลับไปส่ง ปรากฏรถเกิดอุบัติเหตุทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่รองพิกุลดูแลอย่างดี ไม่ทอดทิ้ง

เพื่อนๆ พูดว่าไปดูแลทำไม ญาติก็ไม่ใช่ แต่ท่านบอกไม่ได้หรอก ฉันสงสารเขาและที่ฉันดูแลเขา ไม่ได้คิดว่าเป็นแฟนหรือว่าอะไร ดูแลด้วยจิตใจที่สงสารจริงๆ

ถ้า “รองพิกุล”ไม่มีจิตคิดสงสาร ป่านนี้โยมผู้ชาย ก็คงจะตายไปนานแล้ว

ญาติโยมทุกท่าน จงจำไว้เลยว่า คนที่เป็นผู้ป่วยเขาต้องการคนดูแล

ยกตัวอย่างหลวงพี่เอง ก็เป็นบาหวาน แต่มีลูกศิษย์ลูกหาคอยถามคอยดูแล แค่นี้หลวงพี่ก็มีความสุข

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพูลก็เหมือนกัน เมื่อก่อนหลวงพี่ดูแลท่านตลอด คอยป้อนข้าวป้อนยา บางทีอาตมามีกิจจำเป็นต้องไปทำ ให้คนอื่นมาดูแลแทน ปรากฏว่าข้าวท่านไม่ยอมฉัน เป็นความใกล้ชิด เป็นความผูกพัน ที่ตัดกันไม่ได้!!!

เหมือนกับโยมแม่ของอาตมา ต้องดูแลท่านตลอด อยู่กุฏิห้องติดกัน เพราะดูแลง่าย เวลาไปโรงพยาบาล อาตมาให้เด็กพาไป แล้วกลับมารายงาน

โยมแม่อยากไปไหน ก็ให้ท่านไป เพราะท่านไปแล้วมีความสุข อาตมาก็มีความสุข และสิ่งที่ไม่สนับสนุน ญาติโยมที่พ่อแม่ตาย แล้วไปเคาะโลงศพเรียกมากินข้าวกินน้ำ ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ท่านคงคิดในใจ “ตอนกูอยู่ ไม่ให้กิน แถมดุด่าว่ากล่าว พอกูตายทำมาสนใจใยดี” แล้วจะมีประโยชน์อะไร???


ส่วนอีกจำพวกหนึ่ง พอมีครอบครัว ทิ้งพ่อทิ้งแม่ไม่ดูแลสนใจ ไม่ไปเยี่ยมไปหา นานๆจะไปเสียที ทิ้งเงินให้บ้าง

ถามว่าท่านอยากได้เงินหรือไม่ จริงๆแล้วท่านไม่อยากหรอก ท่านอยากได้การดูแลเอาใจใส่มากกว่า เพราะอย่างนี้ อาตมาถึงต้องเอาโยมแม่มาอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลท่านด้วยความกตัญญูกตเวที ตามที่โบราณกล่าวไว้ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กายรับใช้ใจ ถ้ารักษาใจได้แล้ว ก็นับว่าประเสริฐ

เพราะฉะนั้นต้องปลงใจให้ได้ กายเป็นเรื่องของแพทย์ ไม่ต้องไปกังวล มาดูแลรักษาจิตไว้ ด้วยวิธีมีสติ สติเป็นเหมือนเชือก เอาเชือกผูกใจไว้ ไม่ให้ดิ้น เหมือนลิงอยู่ไม่สุข

พระพุทธเจ้าสอน ให้จับลิงคือจิตนี้ เอาเชือกผูกไว้กับหลัก หลักคืออะไร หลักก็คือสิ่งที่ดีงาม

เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เลื่อนลอย ไม่สับสนวุ่นวาย

นำมาผูกไว้กับสิ่งที่ดีงามตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ภาวนาคำว่า “คุณธรรม” เพราะคำว่า “คุณธรรม” นี้ เป็นคำดีงาม คุณ +ธรรม คือคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ เป็นความบริสุทธิ์ แสดงถึงปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ ความตื่น ความเบิกบาน รู้สังขาร รู้โลก ตื่นจากความหลับใหล ไม่ลุ่มหลงมัวเมายึดติด จิตโปร่งใส

อาตมาขอส่งเสริมกำลังใจให้โยมทุกท่าน ได้มีจิตใจที่สงบ มีจิตใจที่แน่วแน่ผูกรวมอยู่กับคำว่าคุณธรรม ตลอดเวลา และขอให้ทุกท่าน ที่กำลังดูแลญาติที่เจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้ จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั่วกันทุกท่านทุกคนเทอญ....ขอเจริญพร

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

โยมผู้มีพระคุณ ล้มป่วย จิตตก กังวล สับสนใจ!!!
จุดประกาย “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” รวย จน หนีไม่พ้น
วิบากกรรมย้ำ “เร่งสะสม บุญ ให้ทาน สานบารมี”

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน เมื่อเร็วๆนี้ อาตมาไปเยี่ยมลูกศิษย์ ซึ่งป่วย รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ก่อนหน้านี้ โยมหายเงียบ เก็บตัวติดต่อไม่ได้

สุดท้ายทราบข่าวป่วยหนัก อาตมารีบไปเยี่ยมถามไถ่ทุกข์สุข ในฐานะญาติสนิทที่ไม่เคยลืมเลือน

อาตมาไปเยี่ยมเมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ที่บ้านพักย่าน มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 เขตบางนา พร้อมโยมนกน้อย บริพันธ์ ชัยภูมิ และโยมลอร์ด สยม สังวริบุตร
พอเห็นตกใจกับการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเแข็งแรง หน้าตาสดใส ร่าเริง บัดนี้หน้าตาซีดเซียว หน้าตอกผอมลง ขาทั้งสองข้างบวมใหญ่ อย่างเห็นได้ชัด

โยมบอกรู้ว่าเป็นโรคมะเร็ง ตอนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ช่วงแรกๆทำใจไม่ได้ ไม่อยากพบใคร ไม่กล้าบอกให้รู้ “เพื่อนพ้องน้องพี่ ญาติสนิทมิตรสหาย” ไม่ให้มาบ้าน ไม่ยอมให้มาเยี่ยม เพราะช่วงนั้นยังสบสน ฟุ้งซ่าน เครียด กังวล

บอกหลวงพี่ตามตรง “โยมจิตตก”

แต่วันนี้โอเคแล้ว พร้อมเปิดรับทุกคน เพราะเริ่มทำใจได้แล้วในระดับหนึ่ง....

อาตมาก็เลยตำหนิไปว่า เราเหมือนพี่น้องกัน เป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายแท้ๆ ไม่เคยคิดเป็นอื่น และที่ผ่านมาโยมช่วยเหลืออาตมาและที่วัดไผ่ล้อม มาโดยตลอด มีอะไรทำไมไม่บอกกัน ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

จงจำไว้โยมเป็นคนใจบุญ ทั้งชีวิต อุทิศอุปถัมภ์ค้ำชูยอยกพระพุทธศาสนามาตลอด กลัวอะไรกับแค่การเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกคนต้องเจ็บป่วย ไม่ใช่เป็นเฉพาะโยมคนเดียวเสียเมื่อไร เขาเป็นกันทั้งโลก แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเคยป่วยเลย!!!

ย้อนกลับมาคิดที่ตัวโยม สร้างกรรมความดี และสะสมบุญมามากมาย โดยเฉพาะบุญที่สร้างไว้มีล้นเหลือ ไม่ต้องกลัว สิ่งที่ทำไว้ มันสูงมากพอ ที่จะมาเกราะเป็นบารมีคุ้มกันให้หายวันหายคืน ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

ส่วนการรักษาพยาบาลนั้น มันหยุดไม่ได้ ว่ากันไปตามวาระเหตุการณ์แห่งความจำเป็น ตามครรลองทางโลก

ในทางธรรม ต้องรักษาทางใจให้ได้เสียก่อน ถ้าลองขวัญกำลังใจมาดีแล้ว ชนะทั้งหมด ความเจ็บปวดทำอะไรโยมไม่ได้แน่นอน

“จิต สมาธิ ศีล ปัญญา คือมหากำลังใจสำคัญที่สุด”

วันนี้อาตมามาเยี่ยมโยม เพื่อต้องการมาเปิด ม่านบังตา ม่านบังใจทั้งหมด ที่โยมมีอยู่ มันประกอบด้วยความกังวล สับสน วุ่นวาย มีสนิมในใจ ต้องล้างให้สะอาด เพื่อคราบร้ายมลายหายไป

เริ่มต้นใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ และให้คิดว่าโรคมะเร็งร้ายคือวิบากกรรรม มันเป็นเพียงกรรมเก่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกคนต้องมี ไม่มีใครหนีพ้นวิบากกรรม ไม่มีใครหนีพ้น การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย

ถ้าคิดได้เยี่ยงนี้ โยมก็จะสุขใจ แต่ต้องอย่าลืมความกล้าในการเผชิญหน้า ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้ได้ แม้ความเครียด วิตกกังวล อาจจะเกิดขึ้นได้ก็ตาม ต้องรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ ต้องมีความหวัง ต้องไม่ท้อถอย

จุดนี้จะทำให้ทนต่อความเจ็บปวดได้ จะสบายตัว และผ่านพ้นไปได้ อย่าโทษตัวเอง ยอมรับความเจ็บป่วยให้ได้ ปรับจิตใจ ฝึกสร้างกำลังใจให้กับตนเอง แม้จะรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่โยมอย่ายอมแพ้ อย่าสิ้นหวัง กล้าที่จะยอมรับความจริง และพร้อมจะยืนหยัดอยู่ต่อไป แม้เป็นไปด้วยความยากลำบากก็ตามที

แต่อาตมามีวิธีทางธรรมะ สามารถสร้างขวัญกำลังใจ ปลูกฝังให้โยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งขณะนี้ มีหัวใจที่ดี มีทัศนคติที่เป็นบวก

อาตมาไปเยี่ยมโยมที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลายราย เน้นให้ธรรมะ ในคำพูดที่สร้างกำลังใจที่ดี เพราะนั่นย่อมสร้างความคิดให้เป็นจริงได้ง่ายกว่า

การจุดไฟให้แสงสว่างในใจคนที่เป็นมะเร็ง กำลังใจ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงประเด็นที่สุด เพราะกำลังใจ สามารถเป็นสะพาน เชื่อมโยงไปสู่ชัยชนะ หรือความสำเร็จได้ เป็นการกระตุ้นให้มีพลัง สร้างจินตนาการ ความฝันให้เป็นจริงได้

อาตมายึดหลักการสอนโยมผู้ป่วย ใช้ทัศนคติในทางที่ดี คือทางบวก คิดบวก ทำบวก ให้โยมฝึกปฏิเสธตนเองในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ตามใจตนเองในการคิดสิ่งไม่ดี กระทำไม่ดี พูดไม่ดี

โยมต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในความคิด ตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยตนเอง พยายามหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว โดยระงับความโกรธ ความกลัว ความพยาบาท และความวิตกกังวลต่างๆ

จงจำไว้ว่าต้องร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดแต่สิ่งดีๆ ที่ทำให้สบายใจ

สร้างกำลังใจจากงานที่ทำอยู่ ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ขยันขันแข็ง รู้คุณค่าของเวลา และพอใจในตำแหน่งหน้าที่ของตน ทำจิตใจให้มั่นคง มีสติ และสมาธิอยู่เสมอ

แนวความคิดเหล่านี้ ช่วยทำให้โยมที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในขณะนี้ มีกำลังใจงดงาม ทำให้เกิดเป็นทัศนคติในทางบวก เพื่อสามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ได้อย่างราบรื่นตลอดไป

ท้ายสุดนี้ ขอฝากเรื่อง การบอกความจริงแบบเสริมกำลังใจให้คนไข้ ญาติๆอย่าสูญเสียกำลังใจ อย่าคิดแทนคนไข้

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องเป็นหลักยึดให้คนไข้ เพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ญาติต้องมาช่วยรักษา เช่น ทางธรรมชาติบำบัด คุมอาหาร ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ เพิ่มภูมิต้านทานให้ดีขึ้น

เรียกว่า ร่วมมือร่วมใจกัน เอาชนะมะเร็ง โดยผนวกการตระหนักในความเป็นอนิจจังของสังขาร ตระเตรียมตนเองทางจิตวิญญาณ จักส่งผลดีเพื่อเข้าถึงโลกุตรธรรม อันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตอีกด้วย
นัยความเป็นไปของคนป่วยหนัก ถ้าไม่ใช่เป็นผู้มีปัญญา หรือ ไม่ได้สะสมบุญไว้มาก
ย่อมจะเกิดทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจเป็นธรรมดา

ส่วนผู้ที่มีปัญญาและผู้ที่สะสมบุญไว้มาก ทั้งมิได้ประกอบอกุศลกรรมไว้ ย่อมไม่เกิดทุกข์ทางใจ แม้จะมีทุกข์ทางกายบ้าง

ดังนั้น ในชีวิตขณะที่ปกติ ถ้าไม่สะสมการฟัง การเห็นประโยชน์ของพระธรรมในขณะที่ป่วยหนักจะสนใจฟังพระธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะความเจ็บปวดทางกาย และจิตใจเศร้าหมอง ขาดศรัทธา การเห็นประโยชน์ก็ไม่มี


และก่อนหน้านี้เขาก็ไม่สนใจ นอกจากจะนำเสนอเพียงเรื่องเบาๆ พื้นๆทั่วไป เช่น พุทธประวัติ ชาดก เป็นต้น ก็อาจจะทำให้จิตเปลี่ยนจากความกังวลความทุกข์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ฉะนั้นพระธรรมคำสอน เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการละคลายอกุศล เป็นไปเพื่อการดับกิเลส ดับทุกข์

เพราะฉะนั้น พระธรรม จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้วแต่ชาติปางก่อน ส่วนผู้ที่ไม่ได้สะสมบุญย่อมไม่ได้ประโยชน์จากพระธรรม ย่อมเป็นสิ่งไม่มีค่าสำหรับเขา ซึ่งตรงกับคำว่า “ธรรม ไม่ได้สาธารณะกับทุกคน” ต้องเกื้อกูล ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดี หวังดีทุกเมื่อ เพราะเมตตาแล้วไม่ทุกข์ แม้ผู้นั้นไม่รับฟังคำแนะนำ แต่ถ้ารับฟัง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา และขอให้ญาติโยมทุกท่านทำหน้าที่ให้ดีที่สุด.......ขอเจริญพร


‘กามาพจร’ ผัวไม่รักดี เล่นชู้ลูกน้อง
กรรมสนอง โดนสวมเขา เข้าประตูนรก
หลวงพี่ชี้ ‘นรกขึ้น-ลง ทางเดียว คือ ทางใจ’

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน สัปดาห์นี้อาตมานำเรื่อง กามาพจร โลกแห่งกาม ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวมาฝาก เหตุเกิดที่ LA อเมริกา เป็นลูกศิษย์ที่เปิดร้านอาหารไทย ขายดี มีชีวิตที่สมบูรณ์ พร้อมหน้าผัวเมียลูก แต่ไม่วายเกิดเหตุจนได้ เมื่อฝ่ายผัว เกิดอาการออกนอกลู่ แอบไปมีกิ๊กกับลูกน้องในร้าน

ด้วยเสน่ห์ที่ตรึงใจ ด้วยความใกล้ชิด ฝ่ายชายเกิดหลงรัก ไม่หักห้าม กิเลส ตัณหา ราคะ ทำตัวเป็นพ่อบุญทุ่ม ลูกน้องฝ่ายหญิงอยากได้อะไร หาให้ทุกอย่าง จวบจนความสัมพันธ์คืบหน้า เกินเยียวยา

ทั้งคู่ ลักลอบได้เสียกัน ทั้งๆที่ เมียไม่รู้เรื่อง ฝ่ายชายปล่อยใจเลยเถิด ไม่ยับยั้งชั่งใจ หน้ามืดตามัว ไม่ได้นึกถึงหน้าลูกเมีย สนุกสนานเพลิดเพลินกับของใหม่ บอกกับใจตัวเองว่า แพ้ทางเด็ก เพราะเด็กทั้งสวย ทั้งเอาใจเก่ง แต่หารู้ไม่ว่า กำลังโดนหลอกเข้าอย่างเต็มเปา ระหว่างที่แอบคบหาสมาคมกันอยู่นั้น เจ้าเด็กสาวคนนี้ ก็แอบไปมีคนใหม่ไว้เช่นกัน อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่ากรรมตามสนอง แล้วจะเรียกว่าอะไร!?!

พอฝ่ายชายรู้ข่าว ถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุกข์ระทมในหัวใจ ประกอบกับเป็นช่วงที่อาตมา ได้มาเห็นหน้าพอดี เลยเรียกมาคุย ให้แสงสว่าง

“ถามว่าจะทุกข์เพื่ออะไร แล้วใครเป็นคนก่อ เมื่อใจโยมถวิลหาที่จะไปลงนรกก็ต้องกลับขึ้นมาเอง ทางลงทางขึ้นมีทางเดียว คือ ทางใจ”

ถ้าทำใจให้มันเศร้า มันทุกข์ มันก็เศร้า มันก็ทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง สลัดให้หลุด ถ้าไม่หลุด จะมีผลร้ายแน่นอน

ถึงเวลานี้พอมีเวลา แก้ไขได้ทัน คนเราถ้ารู้จักสำนึกผิด สังคมยังให้อภัย ลูกเมียก็ยังให้อภัย คนเราผิดพลาดกันได้ ทุกคนวันนี้กิเลสมันมีอยู่รอบตัวเรา ถ้าโยมมองมันอย่างรู้เท่าทัน ก็ไม่เจ็บ แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ชอบเจ็บ เพราะตอนเจ็บมันสนุก มันส์ในอารมณ์ แต่ลืมคิดถึงผลที่จะตามมา

ครอบครัวกำลังมีความสุขดีอยู่แล้ว อย่าไปทำลาย ร้านอาหารก็ขายดี เมียก็เป็นคนดี ขยัน ซื่อสัตย์ต่อเรา ลูกก็เป็นคนดี นี่ถือว่ามีบุญที่สุดแล้ว

ในเมื่อบ้านคือครอบครัว โยมสร้างไว้แข็งแรง มีกำแพงแข็งแกร่ง กันโจรขโมยผู้ร้ายได้เป็นอย่างดี แล้วทำไมไปทุบทิ้งเพื่ออะไร??

อุทาหรณ์เรื่องนี้ สามารถสอนใครได้หลายคน เพราะคนในสังคมไม่ว่าจะอยู่เมืองนอกเมืองนา หรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ล้วนกำลังประพฤติส่ำส่อนกันอยู่ ด้วยความคุ้นชิน อย่างชนิดไม่กลัวบาปบุญคุณโทษ

ยิ่งในช่วงนี้ละครยอดฮิตแบบผัวๆเมียๆกำลังมาแรง ส่งผลให้หลายครัวมีปัญหาการนอกใจของคู่ผัวเมียเพิ่มทวีคูณ แต่อาตมาขอบอกว่าทุกเรื่องทุกชีวิต ล้วนมีเบื้องหลังการนอกใจ ซึ่งมันมีอะไรแฝงอยู่บ้างอย่างแน่นอน

ในมุมมองความเห็นส่วนตัวของอาตมา เชื่อว่าการนอกใจของผู้ชายไม่ได้เกิดขึ้น เพราะพวกเขาไม่รักเมียของตนเองอีกแล้ว

แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผัวไม่พึงพอใจสภาพที่เป็นอยู่ในบ้าน เฉกเช่น การทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ เหนื่อยกับการเลี้ยงลูก รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่

เมื่อมีใครบางคนเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายนี้ไปได้ ก็เลยทำให้เขาพลาดพลั้งนอกใจเมียไปนั่นเอง

สำหรับแนวทางการป้องกันคือ ผัวเมียต้องหาเวลาดีๆ คุยกันถึงเรื่องดีๆ อนาคตดีๆ ที่จะสร้างร่วมกัน เพื่อที่ว่าคนของเราจะได้มีเป้าหมาย ไม่ต้องไปสร้างเป้าหมายนี้กับคนอื่น
ส่วนเมีย ควรทราบไว้ว่า เพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนสมัยเรียน แฟนเก่า น้องที่ทำงาน เด็กฝึกงาน คือ ผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ

“ไม่ใช่สาวในผับในบาร์แต่อย่างใด” 
เพราะคนที่จะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับผัวของคุณโยมได้ อย่างน้อยก็ต้องมีความสัมพันธ์ดีๆ กันมาก่อน

เช่น อาจเคยช่วยเหลือกันมาสมัยเรียน หรือสมัยทำงาน ทางที่ดีคือ พยายามทำให้ผัวรู้สึกว่า โยมสำคัญต่อเขา และมีดีเหนือกว่าเพื่อนร่วมงานของเขาให้ได้
การนอกใจเมียที่เกิดขึ้นกับผัวนั้น ส่วนหนึ่งเพราะพวกนี้ไม่รู้จะแก้ไขความสัมพันธ์ในบ้านที่มันย่ำแย่อย่างไร

ดังนั้นผัวจึงออกไปหา “บางสิ่งบางอย่าง” จากข้างนอก เผื่อว่า มันจะสามารถทดแทนสิ่งที่ครอบครัวไม่สามารถให้ได้นั่นเอง
เมียไม่ได้ร้องไห้น้ำตานอง เสียใจแต่เพียงฝ่ายเดียว ผัวเองก็รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองเช่นกัน

และอาตมาเชื่อว่า เมียที่ใกล้ชิดกับผัว มักสังเกตความผิดปกตินี้กันได้แทบทุกคน
ในยุคปัจจุบัน ทั้งผัวและเมีย ต่างก็พบเจอปัญหาการนอกใจได้พอ ๆ กัน แต่เหตุผลที่ใช้ในการนอกใจนั้นแตกต่างกัน

เนื่องเพราะเมียที่นอกใจนั้น มักเป็นเรื่องของการขาดที่พึ่งทางอารมณ์ และการไม่ได้รับความพึงพอใจในชีวิตคู่

“แต่ผู้ชายมักเกี่ยวกับความต้องการทางเพศเป็นหลัก”
ไม่จำเป็นว่าผัวเป็นคนดัง หรือคนธรรมดาทั่วไป แล้วจะมีผลต่อการจับพิรุธของเมีย เพราะเมียส่วนมากมักมีเซ้นส์เรื่องนี้กันอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นเรดาร์กันเลยก็ว่าได้
การนอกใจมักจบลงด้วยการคืนดี แม้จะไม่เสมอไป แต่โดยมาก การนอกใจก็ทำให้หลายคู่หันกลับมาคืนดี รวมถึงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองเพื่อรักษาครอบครัวให้คงอยู่ได้

ฝ่ายผัวเอง หลังจากหันไปสนใจกับความสัมพันธ์ใหม่ ที่น่าตื่นเต้นกว่า สักพักก็จะเริ่มรู้สึกตัวว่า ใครคือคนที่เขาอยากอยู่ด้วยมากที่สุด ซึ่งมักเป็นภรรยา แต่ไม่ใช่ชู้รักใหม่แต่อย่างใด และเริ่มรู้สึกว่า ผู้หญิงที่เขาปันใจให้นั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง

ในความจริงแม้จะกลับมาคืนดีกับเมียแล้ว ฝ่ายผัวอาจยังไม่ลืมผู้หญิงคนนั้น

น่าเศร้าที่ข้อนี้เป็นความจริง ที่ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน เพราะในการเผลอใจมีอะไรๆ กับหญิงอื่นนั้น อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่ลืมไม่ลงซ่อนอยู่ นั่นจึงทำให้อาจย้อนนึกถึงได้ แม้ผัวจะกลับมาคืนดีกับเมียแล้วก็ตาม

ความจริงข้อสุดท้าย คนที่นอกใจจะสำนึกถึงความผิดที่ทำลงไปเสมอ เมื่อได้กลับมาคืนดีกัน และสร้างครอบครัวใหม่อีกครั้ง หลังการนอกใจนั้น ผัวทุกคนรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะได้สร้างบาดแผลครั้งใหญ่กับเมียและลูกๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการเยียวยาให้ดีขึ้น และสิ่งนั้นคือผลที่ผัวรักสนุกทั้งหลายต้องยอมรับมันให้ได้

ทางที่ดี สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะมีประเด็นชู้สาวเข้ามาในชีวิต ก็กล้าหาญกับชีวิตสักหน่อย ยอมรับสักนิดว่าตนเองมีเมียและลูกแล้ว ไม่ต้องอ้างปัญหาในครอบครัว เพราะคนที่มีครอบครัวคนไหนๆ ก็ต้องเจอปัญหาเสมอ รวมถึงสาวๆ ถ้ารักจะส่ง SMS หาคนที่มีเมียแล้ว ก็ต้องบอกตัวเองให้รักษาหน้า รักษาชื่อเสียงครอบครัววงศ์ตระกูลเอาไว้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้เมียเขาเก็บหลักฐานฟ้องเรียกค่าเสียหายให้อับอายนะโยม อาตมาขอบอกว่า...หาผู้ชายโสดๆ เถอะโยม...............ขอเจริญพร

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

กิจของสงฆ์ ต้องทำวัตรเช้า-เย็น ห้ามขาด
กุศโลบาย ใครไม่ทำ เจ้าอาวาส ‘ปรับเงิน’
จุดไฟ อยู่อย่างประชาธิปไตย ภายใต้เหตุผล

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน ตลอดทั้งอาทิตย์ อาตมารับโทรศัพท์ จากหลายวัด โทร.ปรึกษา เรื่องการทำวัตร ที่พระเณรส่วนใหญ่ขี้เกียจไม่ยอมทำ อ้างสารพัด และสุดท้ายเริ่มขาดหายไปจนหมด เฉกเช่นคำฮิต “มาสายเป็นนิจ ล่ากิจเป็นประจำ การงานชอบเลี่ยง ส่งเสียงเอะอะ” ส่งผลให้สมภารเอือมระอา ขอความเมตตา “ช่วยจุดไฟในใจพระเณร หน่อยเถอะ หลวงพี่น้ำฝน”

มีข้อสงสัยทำไมพระวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรเช้าเย็น เป็นระเบียบ ถามอาตมา “ใช้เทคนิคสูตรเด็ดอะไร ในการบริหาร”
ก่อนอื่นขอเล่าอดีตที่ผ่านมา คราหลวงพ่อพูล ยังมีชีวิต อาตมารับใช้ใกล้ชิดสนองงานตามคำสั่งมอบหมาย

หลวงพ่อเป็นพระพูดน้อย ยิ่งพอใกล้ละสังขาร ไม่พูดเลย นิ่งเป็นใบ้ ได้รับสมญา “พระจริงต้องนิ่งใบ้”

พอท่านใบ้แล้วใครจะทำหน้าที่ อาตมาสวมวิญญาณร่างทรง ทำหน้าที่ตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ”

หลังท่านละสังขาร มีการประชุมเลือกเจ้าอาวาส ที่วัดใช้ระบบประชาธิปไตย พระทุกรูปลงมติเลือกให้อาตมาเป็นเจ้าอาวาส

อาตมาขึ้นครองตำแหน่ง ด้วยพื้นฐาน เป็นคนไม่ชอบใช้อำนาจ ไม่นิยม “ฟาดงวงฟาดงา” เน้นปรึกษา เจรจาโต๊ะกลม ใช้เหตุผล ใครมีอะไรดีกว่า นำมาโต้แย้ง แล้วสรุปเป็นเอกฉันท์

วัดไผ่ล้อม บริหารงานด้วยวิธี ลองผิดลองถูก มาแล้วมากมาย อันไหนไม่ดี ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุง ไม่นิยมทำงานแบบ  “เช้าชามเย็นยาม” ไม่มีเด็กเส้น ไม่มีพวกมากลากไป ไม่แบ่งกลุ่มแบ่งพวก ที่วัดมีพวกเดียวคือ “พวกเจ้าอาวาสทั้งวัด”

หัวใจสำคัญวัดไผ่ล้อม เน้นความสะอาด อันดับแรกวัดต้องสะอาด พระเณรทุกรูปต้องทำงาน กวาดลานวัด ล้างโบสถ์ คืองานหลัก ต้องทำทุกวัน เป็นการแบ่งหน้าที่ มีตำแหน่งเหมือนทีมฟุตบอล มีศูนย์หน้า กองกลาง ปีกซ้าย ปีกขวา ศูนย์หน้า ประตู ทุกรูปมีหน้าที่ ไม่มีใครรังเกียจเดียดฉันท์ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนงานรองลงมาคือ เวลาทางวัดมีงานด่วน มีงานเฉพาะกิจ ต้องการระดมพล อาตมาเป่านกหวีด เมื่อไหร่ ต้องมาครบ ช่วยกันรุมทำให้เสร็จทันการณ์ นี่คืองานที่ต้องการความสามัคคี รวมพลัง พระเณรทุกรูปล้วนสนุกกับงานแบบนี้ เพราะทุกรูปมีพื้นฐานที่รักกันอยู่แล้ว จึงอยากที่จะช่วยกันด้วยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ

ส่วนเรื่องของหน้าที่หลัก หัวใจของคณะสงฆ์ที่บวชเข้ามาแล้วทุกรูปต้องปฏิบัติ นโยบายของอาตมาในฐานะสมภาร คือ ต้องสวดมนต์ทำวัตรเช้าในเวลา ตีห้าถึงหกโมงเช้า แล้วก็ไปบิณฑบาต ทำภารกิจส่วนตัว ส่วนช่วงเย็นเวลาห้าโมงถึงหกโมงเย็น ก็ต้องทำวัตรสวดมนต์เย็น ตามกฎระเบียบที่วางไว้

ใหม่ๆยังหาวิธีที่แยบยลไม่ได้ มีขาดมีหายกันไปบ้าง อาตมาใช้วิธีทำโทษ ให้ทำความสะอาดในจุดต่างๆตามสมควร หรือตัดกิจนิมนต์

ปรากฏว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล พระเณร ยังคงขาดหายไปเรื่อยๆ แบบไม่เกรงกลัว ไม่อายฟ้าดิน เนื่องเพราะโทษอาจจะเบาไป หรือทุกคนมองเป็นเรื่องธรรมดา “กูจะลาและหายแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไร” เพราะมันไม่มีผลแก่ชีวิต และที่ทำแบบนี้ได้คือพวกหน้าด้านหน้าทนจริงๆ

จากนั้นอาตมาก็ได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วสารพัดวิธี ไม่สำเร็จสักครั้ง

สุดท้ายอาตมาปิ๊งไอเดียใหม่ล่าสุด มั่นใจว่าต้องสำเร็จแน่นอน นั่นคือถ้าใครขาด ให้ปรับเงิน หนึ่งพันบาทต่อหนึ่งครั้ง โดยออกเป็นกฎเหล็ก ห้ามขาด ห้ามลา ยกเว้นถ้าใครมีภารกิจจำเป็นจริงๆลาได้ แต่มีข้อแม้ต้องมาลาเป็นการส่วนตัวกับเจ้าอาวาสเท่านั้น

ส่วนเงินที่ปรับลงกองกลาง ตั้งเป็นกองทุนไว้เลี้ยงภัตตาหารพระเณรในยามที่ขัดสน

สรุปวิธีนี้ได้ผลเกินคาด พระเณรไม่มีใครยอมขาด ขยันขันแข็งทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เห็นผลทันตา ส่วนรูปไหนที่ขาดแล้ว บอกไม่มีเงินจ่าย ก็ไปหักจากกิจนิมนต์ โยมใส่ซองถวายมา ก็หัก ณ ที่จ่าย ไม่มีการผ่อนปรน ต้องเด็ดขาด สุดท้ายระเบียบวินัยก็เกิด กลายเป็นความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้ผลเป็นรูปธรรม

นี่คือสิ่งที่อาตมาภาคภูมิใจ ที่ทำให้วัดไผ่ล้อมสะอาดตา รวมถึงพระเณรมีระเบียบวินัย ทำวัตรสวดมนต์ ที่เป็นกิจของสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการเจริญสมาธิอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ครบ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา พระเณรวัดไผ่ล้อมสวดมนต์เก่งทุปรูป และที่สำคัญอาตมามีความเชื่อว่า พระเราต้องสะอาดทั้ง กาย วาจา ใจ มิใช่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แบบผลาญข้าวสุกชาวบ้าน เฉกเช่นที่ญาติโยมเขียนเหน็บไว้ว่า “เช้าเอน เพลนอน กลางวันพักผ่อน กลางคืนมาม่า” หรือที่โบราณชอบว่า พวกพระไม่เห็นจะมีอะไร วันๆก็แค่ “บิน บัง สัง สวด” ขยายความก็คือ เช้าก็บิณฑบาตขอทาน ขอสตางค์ ขออาหาร พอกลับมาวัดก็รับบังสุกุล สังฆทาน สวดมนต์ ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ อยู่ไปวันๆไร้แก่นสาร

อาตมาคิดว่า พระเราต้องปฏิวัติใหม่ พออาตมาได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส จึงพยายามคิดค้นสูตรที่จะทำให้วัดเป็นวัดจริงๆ ให้พระเป็นพระแท้จริงๆ มิใช่มาบวชอาศัยผ้าเหลืองทำมาหากิน

ที่วัดไผ่ล้อม ถ้าใครคิดจะมาบวชที่นี่ ต้องทำใจ ขี้เกียจไม่ได้ เรียนก็ต้องเรียน งานต้องทำ กิจของสงฆ์ยิ่งต้องทำหนัก ให้เน้นความเพียรความอดทนเป็นหลัก ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ และที่สำคัญเน้นประชาธิปไตยล้วนๆ ไม่เอาเผด็จการ!!!

คอลัมน์จุดไฟในใจคน ฉบับนี้ ถือเป็นการเฉลยเคล็ดลับ ที่ถามกันเข้ามามาก ว่าทำไมพระเณรวัดไผ่ล้อม ถึงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เคร่งครัด มิเคยขาด ปฏิบัติเต็มพิกัดทุกวัน

รวมถึงความสามารถผลพวงที่ตามมาปรากฏ พระเณรทุกรูปสวดมนต์ได้ทุกบท แม่นยำ อักขระชัดเจนถูกต้อง พร้อมเพรียง ไปสวดบ้านไหนมีแต่ญาติโยมชม สวดหนึ่งชั่วโมงเต็ม สมบูรณ์แบบที่สุด

ส่วนเรื่องความสะอาดวัดเราครองแชมป์มานานแล้ว ไม่มีใครลบสถิตินี้ได้

สรุปท้ายสุดนี้ อาตมาขอฝากไปยังผู้ปกครอง ผู้เป็นใหญ่หรือผู้นำสังคมทั้งหลาย ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้น้อยเห็น อาตมายึดหลักการปกครอง ต้องมีคุณธรรมคือขยันหมั่นเพียร ใช้ปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ เมื่อมีคุณธรรม คุณภาพก็จะตามมาเองในที่สุด

การบริหารมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญต้องมีน้ำใจที่ตื่นตัวเสมอ ลุกขึ้นทำงานทุกขณะ คิดไปในทางก้าวหน้าตลอดเวลา และต้องกล้าที่จะเผชิญกับความลำบากในการทำงาน ไม่ว่างานนั้นจะสูงหรือต่ำ

ต้องเดินหน้าเรื่อยไปไม่หยุด ทำต่อเนื่อง “ไม่ใช่ขยันแบบกิ้งก่า วิ่งไปแล้วก็หยุด วิ่งไปแล้วก็หยุด และไม่ใช่ลักษณะพลุ ที่สว่างแวบเดียวแล้วก็หมดกัน”

คนทำงานกับอาตมา “เก่งไม่กลัว กลัวช้ามากกว่า” ต้องรวดเร็ว เรียบร้อย ได้ผลงาน

ข้อคิดทั้งหมดนี้โยมสามารถนำไปใช้ เป็นกลไกบริหาร

ถ้าทำได้ เชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองแน่นอน...ขอเจริญพร

พิธีขอขมากรรม ส่งท้ายปีเก่ารับพรปีใหม่

บทความที่ได้รับความนิยม