ร่วมบูชาวัตถุมงคล วัดไผ่ล้อม นครปฐม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรักคืออะไร? แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรักคืออะไร? แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ทุกคนต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย
จงพึงสังวรณ์ !?!
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม


เจริญพรญาติโยมทุกท่าน สัปดาห์นี้มีเรื่องของศิษย์ใกล้ชิด สนิทกันมากๆ ขออนุญาตนำมาเล่าขานสู่กันฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสติ ให้ตระหนักคิด เผื่อไปตรงกับห้วงชีวิตของใคร จะได้นำไปปรับใช้ ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

เหตุเกิดเมื่อครา อาตมายังเป็นเด็กๆ ใช้ชีวิตขายน้ำ ขายผ้าเย็น อยู่ในสนามมวยราชดำเนิน ลุมพินี มีเจ้านายใหญ่คือ เสี่ยดำ เติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ เป็นเจ้าของกิจการ และเป็นโปรโมเตอร์มวย ศึกเพชรทองคำ

“อาตมาเคยเป็นลูกน้อง เป็นบริวารของเสี่ยดำ มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ”

สมัยนั้นอาตมาเป็นฆราวาส ต้องกราบไหว้เขา เพราะเขาให้ความสงเคราะห์เรา รักเราเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง

จากนั้นพออาตมา “มาบวชเป็นพระ” เขาตามมากราบไหว้ เคารพศรัทธา อุปถัมภ์อุปฐากค้ำชูช่วยเหลือมาโดยตลอด

ที่สำคัญ “เสี่ยดำ” มีพี่ชายอีกท่านหนึ่ง มีฐานะร่ำรวย

ต่อมาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล ให้แพทย์ผ่าตัดรักษาตัว

ปรากฏพอถึงเวลาเสียค่าใช้จ่าย ค่าห้องสูท วันละ ห้าพันกว่าบาท ค่าพยาบาลวันละ สามพันกว่าบาท ค่าตรวจรักษาวันละสองพันบาท รวมแล้วเบ็ดเสร็จวันละหมื่นกว่าบาท

งานนี้ต้องจ่ายทั้งหมด หกแสนกว่าบาท เสี่ย...บ่นเป็นหมีกินผึ้ง และบังเอิญวันนั้นเป็นวันที่อาตมาไปเยี่ยมพอดี จึงได้รับเสียงบ่นมาเต็มๆ

สุดท้ายเสี่ย...ขอออกจากโรงพยาบาล เพราะอยู่แล้วเครียด โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย แกเลยขอกลับบ้าน บอกสบายใจกว่า ถ้าขืนอยู่อาการจะทรุดหนักเข้าไปอีก กลับมานอนทรมานที่บ้านดีกว่า เพราะที่บ้านมีคนใช้ ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่ประการใด

จากนั้นอาตมาได้ตามไปเยี่ยมที่บ้าน ก็เลยสอนไปว่า “เสี่ย...จะบ่นไปทำไม... ทำไมไม่รักร่างกายของเราเอง ทำไมไม่ละวาง ปลงเสียบ้าง อย่าไปคิดว่าเราขาดรายได้ อาตมาถามเจ้าสัวจริงๆเถอะ เงินสำคัญมากกว่าชีวิตหรือ”

เจ้าสัวไม่ตอบได้แต่พยักหน้า “คนเราเกิดมา ต้องปลงให้ได้อย่างสนิทใจ เพราะเงินไม่สามารถซื้อชีวิตคนได้ เก็บเงินไว้มากมาย ตายก็เอาไปไม่ได้ แม้แต่บาทเดียว”
ชีวิตคนเราทุกคนต้องมี การเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย หลายคนคิดผิด คิดว่ามีเงินมากๆ เป็นการดี เพราะเงินคงช่วยซื้อชีวิตได้ในยามคับขัน

มีเงินมากๆ จริงอยู่เป็นเรื่องดี แต่ควรรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่างเช่น เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เอาเงินมารักษาตัว ทำให้สุขภาพแข็งแรง จะดีกว่ามั้ย

ยกตัวอย่าง เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เกี่ยวเนื่องกับอาตมาโดยตรง เมื่อสมัยที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อพูล ยังมีชีวิตอยู่

ห้วงนั้นปี2547 เป็นช่วงที่หลวงพ่อพูล ท่านล้มป่วย ร่างกายชราภาพ ด้วยวัยสูงถึง 93 ปี และต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช และเมื่อมีการผ่าตัด นอนพักรักษาตัว ยาวนานหลายเดือน

ที่สำคัญวัดไผ่ล้อม ไม่มีสตางค์เก็บไว้มากมาย มีเท่าไหร่ก็ใช้สร้างวัด ช่วยเหลือสังคมจนหมดสิ้น

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อพูล ท่านสอนอาตมาไม่ให้เรี่ยไร ไม่ให้บอกบุญใคร กฐินผ้าป่าห้ามแจกซอง ท่านกำชับไว้เสมอ

พอในยามที่ท่านป่วยไข้ ก็ได้ลูกศิษย์ที่พอจะมีทุนรอนมาช่วยเหลือ ก็อาตมานี่ล่ะที่ไปยืมเงินเสี่ยดำ มาสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน

บางส่วนลูกศิษย์เขาก็ถวายมาบ้าง บางส่วนก็ขอยืม อาตมาใช่วิธีผ่อนชำระเขาไป เงินที่ได้ส่วนใหญ่จากการเก็บเล็กผสมน้อย ให้บูชาวัตถุมงคลบ้าง เจิมบ้าง สวดสะเดาะเคราะห์บ้าง ในแต่ละเดือนพอรวบรวมได้มากๆก็เอาไปใช้หนี้เขา

ช่วงนั้นรักษาหลวงพ่อ ใช้เงินไปทั้งหมด 10 ล้านบาท บัดนี้ใช้หนี้หมดแล้ว

อาตมาถือว่านี่คือการแสดงความกตัญญูกตเวทีอีกทางหนึ่ง ที่ศิษย์ทุกคนควรมีต่อครูบาอาจารย์ เพราะท่านคือปูชนียบุคคลที่ควรเคารพบูชาสูงสุดในชีวิต ต้องดูแลท่านอย่างดี เพื่อให้ท่านอยู่กับเรานานๆ เสียเท่าไหร่ก็ต้องยอม หมดเท่าไหร่หมดกัน เงินหมดหาใหม่ได้ แต่ชีวิตเรียกกลับมาไม่ได้ เพราะทุกคนล้วน “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น”

ทุกวันนี้ที่วัดไผ่ล้อม ยังเป็นหนี้อยู่ เพราะที่วัดไม่ได้มีคนรวยมาทำบุญครั้งละเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน

ปัจจัยทั้งหมด เกิดจากพลังกองทัพมด ยิ่งภาวะเศรษฐกิจเยี่ยงนี้ เต็มที่ก็ หลักสิบ หลักร้อย มากที่สุดหลักพัน

แต่อาตมาไม่ได้หยุดพัฒนา ยังคงจรรโลงสร้างสรรค์ทุกวิถีทาง ให้เกิดถาวรวัตถุที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อประโยชน์ต่ออนาคตคนรุ่นหลัง ได้ใช้ดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ญาติโยม ได้มีพลังในการสร้างความดี เพื่อความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรมสืบไป

ส่วนการสร้างวิหารหลวงพ่อพูลนั้น ต้องใช้ปัจจัยสูงถึง 40 ล้านบาท อาตมาใช้วิธียืมก่อนผ่อนทีหลัง ส่วนใหญ่ก็ขอยืมพี่ชายเสี่ยดำนี่ล่ะ ถึงแม้โยมจะขี้เหนียว แต่โยมมีน้ำใจ ให้ยืมตลอด ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่มีอะไรเป็นหลักค้ำประกัน มีแต่คุณงามความดีและความซื่อสัตย์เท่านั้น

เสี่ย...แกก็ใจดี บอกนี่เป็นการทำบุญอีกทางหนึ่งเช่นกัน

ฉะนั้นญาติโยมทุกท่าน จงอย่าเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต ต้องรู้จักปล่อยวาง และปลงๆกันเสียบ้าง สัจจะธรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” ไม่ดูแลสุขภาพ มีความประมาทเป็นที่ตั้ง คนเราฝืนอะไรก็ฝืนได้ แต่ไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ ทุกคนหนีไม่พ้น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย จงพึงสังวรณ์

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความตายนั่นล่ะคือความจริง ในโอกาสปีใหม่นี้ ขอให้ญาติโยมทุกท่าน จงมีชีวิตตามพระพุทธภาษิตที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง เป็นความจริงยิ่งกว่าความจริงใด ๆ สุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งชีวิตและความสำเร็จ จึงเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคน

ดังคำอวยพรในแทบทุกโอกาสที่ผู้อวยพรกล่าวให้ผู้ถูกอวยพรให้มีความสุข อายุมั่นขวัญยืน สุขภาพแข็งแรง หรือคำอวยพรจากพระที่ว่า “อายุ วรรณะ สุขะ พละ” ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้คนอีกจำนวนมาก ที่มิได้ใส่ใจสุขภาพของตนเอง มัวแต่วุ่นวายกับงานอาชีพ และเสพสุขในรสชาติอาหาร รื่นรมย์ในสถานบันเทิง ใช้ชีวิตอย่างประมาทมัวเมา จนเกิดปัญหาการเจ็บป่วย

แท้จริงแล้ว สุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถดูแลกันเองได้ง่าย ๆ เพียงแต่ให้ความสนใจ และลงมือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพราะธรรมชาติของร่างกายได้ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานานนับล้าน ๆ ปี จึงกลายเป็นระบบชีวิต ที่สามารถปรับตัวและดูแลตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ และมหัศจรรย์ยิ่ง หน้าที่ของเรา คือ พยายามพยุงและส่งเสริมให้ระบบของร่างกายทำงานเป็นปกติ และสอดประสานกับธรรมชาติตามวงจรนาฬิกาชีวิต

การเจ็บป่วย มิใช่ว่าเกิดจากการรับเชื้อโรค หรือสิ่งก่อโรคจากภายนอกเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จะเห็นได้ว่า พวกเราทุกคนมีส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพ ของตนเองตามหลัก “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้...ขอเจริญพร



วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

ความรักคืออะไร?
หลวงพี่มีคำตอบ?
คอลัมน์จุดไฟในใจคน ...........โดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

เจริญพรญาติโยมทุกท่าน สัปดาห์นี้เป็นห้วงที่หลายครอบครัวมีความสุข สัมผัสบรรยากาศกลิ่นอายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “ระทึกสุขทุกอณูของร่างกาย” 

อาตมาตัดสินใจคัดสรรเรื่องความรักคืออะไร? ในสไตล์ “รักแท้” ที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวของลูกศิษย์ท่านหนึ่ง มีตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง (ขณะนี้เกษียณแล้ว) โยมยึดอาชีพ “ครูผู้ให้” มาทั้งชีวิต

โยมเล่าให้ฟังว่า... “เมื่อปีพ.ศ.2526 สมัยยังเป็นสาวๆ มีแฟนเป็นทหาร ยศจ่าสิบเอก ทำงานเป็นสัสดี อยู่ที่จังหวัดสุโขทัย มีอยู่วันหนึ่งต้องไปตามทหารเกณฑ์ ที่หนีทหารไปจังหวัดพิษณุโลก และต้องไปนำตัวกลับมาทำหน้าที่รับใช้ชาติก่อนปลดประจำการ”

ระหว่างขากลับนั่งรถประจำทาง พอเข้าเขตจังหวัดพิษณุโลก รถเกิดอุบัติเหตุเสียหลักพลิกคว่ำ นำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาล แพทย์ระบุกระดูกสันหลังเคลื่อน จากนั้นก็กลายเป็นอัมพาตในที่สุด
ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์เลวร้าย แต่โยมก็มิได้ทอดทิ้งแต่ประการใด ยังคงเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดี ทั้งที่ฝ่ายชายกลายเป็นคนพิการ ทำงานไม่ได้อีกแล้ว

จากนั้นนำมาอยู่ที่บ้านจังหวัดราชบุรี ดูแลรักษาพยาบาลอย่างดี ทำกายภาคบำบัดทุกวัน ร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นอัมพาต แต่ก็ทำอาหารกินเองได้ อยู่คนเดียวได้ ส่วนโยมยังคงรับราชการครู อยู่กินกันอย่างมีความสุข

หัวใจสำคัญที่โยมแสดงออกมาชัดเจนคือ ความรักแท้ และอยู่ด้วยกันฉันเพื่อนร่วมชะตากรรม ประโยคเดียวสั้นๆเพราะความเมตตาสงสาร มีความเห็นใจ ในความโชคร้ายของเพื่อนคู่ใจ แต่ก็ไม่ทอดทิ้ง เสมอต้นเสมอปลายในความรักแท้ ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

เพื่อนๆหลายคนบอกว่า “โง่ เอาเขามาทำไม เป็นเวรกรรมเปล่าๆ” แต่โยมก็ไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น ยึดเพียง ความซื่อสัตย์ จริงใจ และถือว่า “ชาติที่แล้วโยมคงสร้างเวรสร้างกรรมร่วมกันไว้ ชาตินี้ต้องชดใช้ และอยากใช้กรรมให้หมดสิ้นในชาตินี้” พร้อมทำทุกวิถีทางให้ดีที่สุด

จวบจนปัจจุบันอยู่ด้วยกันครบ 30 ปี เมื่อถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2556 โยมผู้ชายเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เสียชีวิตกะทันหันทันที ในวัย 58 ปี ที่บ้านท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี “ปิดตำนานรักแท้ดูแลได้ตลอดเวลา”

อาตมารู้สึกศรัทธาในความจริงใจของโยม ที่เสียสละ ดูแลคนพิการที่เป็นอัมพาต เป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับคนปกติ ปัญหาสารพัดที่ตามเข้ามา สะสมจนกลายเป็นความเครียด ความทุกข์ บางคนถึงกับท้อแท้กายใจ แต่โยมไม่เคยแสดงออกถึงความท้อแท้ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ฉะนั้นอาตมาจึงอยากเป็นกำลังใจให้กับญาติโยมทั้งหลายที่กำลังประสบปัญหาเดียวกับลูกศิษย์อาตมาท่านนี้

“อาตมาขอชื่นชมในความมีน้ำใจ สมัยนี้หาคนใจประเสริฐน้อยมาก หลายคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ต้องการแต่ประโยชน์ แสวงหาแต่ความสุขเข้าตัว ไม่มองคนรอบข้างที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก”


บ้านเมืองของเราทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ขาดน้ำใจ บางครอบครัว พอสามีหากินไม่ได้แล้ว ภรรยาก็ทิ้ง ลืมอดีตที่เคยทุกข์ยากกันมา

ยามที่สามีแข็งแรง เป็นช้างเท้าหน้า เป็นผู้นำครอบครัว หาเงินหาทองมาจุนเจือครอบครัว แต่พอเริ่มแก่ชรา ทำงานไม่ไหว หมดประโยชน์ ภรรยาบางรายก็เริ่มไม่สนใจ ไม่เอื้ออาทรเหมือนเก่า ปล่อยให้สามีกลายเป็นคนแก่นั่งเหงาเศร้าซึม บางคนก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่ให้ความสุขเหมือนเก่า เหตุการณ์เฉกเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เห็นคุณค่าของคนที่เคยมีพระคุณ

ขาดความกตัญญูกตเวที ไม่รู้บุญคุณ เพราะในใจยังมีเรื่องของกิเลส โลภ โกรธ หลง อยู่เต็มเปี่ยมในกมลสันดาน

อาตมานำเรื่องนี้มาเขียน เพราะเห็นสังคมไทยยุคนี้ ขาดรักแท้ บางบ้านอยู่กันหม้อข้าวยังไม่ทันดำ ก็เลิกราหย่าขาด บางรายแต่งกันไม่ถึงไตรมาส ก็ประกาศเป็นศัตรู ทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกรักกันปานจะกลืนกิน โบราณว่า “แรกรัก น้ำต้มผัก ก็ว่าหวาน เก่าไปนาน น้ำตาลยังว่าขม”

ยิ่งรักในวัยรุ่น ยิ่งว้าวุ่นสุดๆ เปลี่ยนคู่เชยชมเป็นว่าเล่น ยิ่งถ้าพ่อแม่ดูแลไม่ดี เด็กก็แอบไปมีเพศสัมพันธ์ ไปทำแท้ง สุดท้ายก็มีลูกในขณะที่อายุยังน้อย เรียนหนังสือไม่จบ ชีวิตต้องพบพาความยากจนข้นแค้น ตกงาน ติดยาเสพติด ทำผิดกฎหมาย กลายเป็นโจรในที่สุด ทุกอย่างเป็นไปตามเสต็ป นั่นคือการเดินเข้าสู่ประตูนรก

ก่อนหน้านี้อาตมาเคยจุดไฟในใจโยม เสมอว่า ประตูสวรรค์มีให้เดินเข้า แต่โยมก็ไม่ชอบเดินเข้า ส่วนใหญ่มักจะเดินเข้าประตูนรก ทั้งที่ประตูนรกใส่กลอนไว้แน่นหนา แต่โยมก็ยังช่วยกันงัด แล้วดันตัวเองเข้าไปจนได้

ประตูสวรรค์เปิดอ้ารับไว้สองบานใหญ่ กลับไม่มีใครสนใจเดินเข้า เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน การทำความดีนั้น ง่ายแสนง่าย ทำได้สะดวก ทุกที่ทุกเวลา และเมื่อทำแล้ว ส่งผลให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข ตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
ส่วนการทำความชั่วนั้น ทำก็ยาก ต้องหลบๆซ่อนๆ ต้องคอยแอบคอยหนี เพราะการทำสิ่งไม่ดีนั้น มีแต่ความทุกข์

จริงอยู่ในอบายมุขต่างๆนั้น แรกเริ่มเข้าไปสัมผัส ภาพลวงตาคือความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ หลงไปกับ “รูป รส กลิ่น เสียง” แต่พอภาพลวงตาทั้งหมดนี้ จางหายไป

เมื่อหายมัวเมา แล้วเริ่มสร่าง ความจริงก็ปรากฏ เพราะนั่นคือ ทุกข์ล้วนๆ เป็นกรรมติดจรวด ที่ตามทันในชาตินี้ ชีวิตตกอับ เศร้าหมอง ญาติพี่น้อง เอือมระอา กลายเป็นตราบาปติดตัวไปจนวันตาย

สุดท้ายนี้อาตมาขอฝากแง่คิดสะกิดใจ สำหรับวาระปีใหม่2557นี้ ขอให้ญาติโยมทุกท่านเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการมีสติ ในการดำเนินชีวิตทุกย่างก้าว ด้วยความไม่ประมาท ควรพยายามสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ดีงาม ละเว้นการกระทำความชั่วทั้งปวง ใช้ชีวิตเดินบนเส้นทางแห่งความดี และดูตัวอย่างคนที่ทำความดี ยึดหลักเป็นแบบอย่าง

เฉกเช่นเรื่องของอาจารย์ท่านนี้ ที่ทุ่มเทเสียสละ แสดงออกถึงความรักแท้ ที่ตอบโจทย์ญาติโยมผู้อ่านทุกท่านได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มอีก

"นี่คือคำตอบที่บ่งบอกถึงรักแท้ ที่ดูแลกันได้ตลอด 30 ปี"

จวบจนลมหายใจสุดท้ายหมดลง เมื่อคนรักหยุดหายใจ และนี่คือนิยามของคำว่า “เราจะรัก และดูแลกันตราบจนวันตาย”

“พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า คนเรามีรักร้อย ก็นับว่าทุกข์ร้อย มีรักสิบก็นับว่าทุกข์สิบ มีรักหนึ่งก็นับว่าทุกข์หนึ่ง หากไม่มีรักเลย ก็แปลว่าไม่ต้องมีทุกข์เพราะรักเลยเช่นกัน…”

สรุปคือ “ความรักเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น ต่อให้รักกันยืดยาวจนแก่เฒ่า วันหนึ่งก็ต้องทุกข์ใหญ่หลวง เพราะความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ดี”  ขอเจริญพร...



พิธีขอขมากรรม ส่งท้ายปีเก่ารับพรปีใหม่

บทความที่ได้รับความนิยม